Title : A Wolf & A Sheep
Paring : #DoubleB
Raiting : PG-15
Tag : #ลูกแกะฮันบิน
ท่านเคยฟังนิทานหรือไม่
แน่นอน....ข้าน้อยมันใจว่าท่านคงจะเคยฟังนิทานมาก่อนกันแล้วเป็นแน่
นิทานก่อนนอน เรื่องของเจ้าหญิงเจ้าชาย อาณาจักรกว้างใหญ่และปีศาจมังกร....
ต้องขออภัยหากนิทานของข้าน้อยมิใช่นิทานเช่นที่ท่านหวัง ถึงกระนั้นข้าก็ยังอยากให้ท่านได้ฟังมันสักครั้งเรื่องที่ข้าจะเล่าต่อไปนี้นั้นไม่มีทั้งเจ้าหญิงโฉมงามหรือเจ้าชายสูงศักดิ์ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นนมนานกาเลมาแล้ว ในดินแดนห่างไกลเมื่อหมาป่าตัวหนึ่ง ได้ตกหลุมรักลูกแกะ.....
เปรี้ยง!
เสียงพิโรธคำรามของท้องฟ้าสีดำครางคำรามเหนือผืนไพรทึบ อัสนีบาตฟาดลงท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน สะท้อนให้เห็นเงาสูงเทียมเมฆของต้นสนที่ทอดยาวทั่วทั้งป่าและร่างสองร่างยืนเผชิญหน้ากันและกัน ในดวงตาทั้งสองต่างสะท้อนภาพของอีกฝ่ายโดยไม่ไม่ใครยอมละสายตา ใต้ละอองหิมะที่โปรยปรายไม่หยุดหย่อน
เนิ่นนานราวกับตลอดกาล
"ข้า..ข้าไม่เข้าใจ ..ข้ารักท่าน"
เสียงของเด็กหนุ่มเอ่ยแก่ชายตรงหน้าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นัยตาสีนิลที่เคยสุกสว่างน่าหลงไหลบัดนี้บวมช้ำหม่นหมองและคลอเครือไปด้วยม่านน้ำตาแทบไม่เหลือเค้าเดิม
ช่างเป็นภาพที่แปลกประหลาดหากใครสักคนบังเอิญผ่านมาเห็น
ไม่มีอะไรเลยที่เหมาะสมกับเหตุผลที่ควรจะเป็น
อายุที่แตกต่างกันรับรอบปี
ชาติพันธุ์โดยกำเนิด
หรือแม้แต่คำบอกรักในสถานที่ที่เป็นดั่งลานประหาร
ไม่มีสิ่งไหนเลยที่เหมาะสมกัน
"เจ้ารักผิดคน"
ความจริงนั้นเย็นชาราวกับน้ำแข็งกัดกร่อนหัวใจคนฟังให้ปวดร้าวไปทั้งอก
"จีวอน.."
มือบางชุ่มโลหิตสีคล้ำทั้งสองข้างกำแน่นจนขึ้นข้อขาวยามครางชื่อร่างสูงตรงหน้าออกมาด้วยลำคอที่แห้งผาก ปรางนวลเปียกชื้นเป็นทางเพราะไร้ความสามารถจะกักกั้นความเสียใจที่กลั่นกลายเป็นหยด
น้ำใส......เปรอะเปื้อนปนกับคราบเลือดบนใบหน้าอ่อนเยาว์
เลือด ของมนุษย์ที่เป็นผู้สังหารเองกับมือ
สัตว์ร้ายที่คร่าชีวิต ในเวลานี้กลับเหลือเพียงความสับสนและอ่อนแอเมื่ออยู่ต่อหน้ามนุษย์อีกคน
ไม่มีทางผิดคนไปได้
ทั้งดวงตาเรียวสีน้ำตาลเข้มเคยสบประสาน จมูกคมที่เคยกดฝังหยอกล้อไปทั่วร่าง กระทั่งริมฝีปากที่เคยพร่ำคำหวานมอบจุมพิตเสน่หา เป็นคนคนเดียวกับที่พบกันในวันแรก
คือคนที่เคยให้ชีวิตมาเมื่อหลายปีก่อน
ในเวลานี้กำลังทวงมันกลับคืน....
_______A
WOLF & A SHEEP_______
ใต้นภามืดมิดไร้แสงจันทร์ดาราสาดส่อง หมู่เมฆขาวลอยล่องปกคลุมผืนป่าด้านล่างโอบล้อมด้วยอ้อมกอดขุนเขาใหญ่ระฟ้า ลมหนาวกรรโชกพัดพายอดสนสูงให้ลู่ตามส่งเสียงอื้ออึงทั่วทั้งผืนป่า พายุกำลังก่อตัวขึ้น
บนพื้นดินซึ่งปกคลุมด้วยหิมะจนกลายเป็นพรมหนาในยามที่ทุกชีวิตต่างหลับไหล สีแดงจากกองเพลิงขนาดใหญ่ถูกจุดขึ้นเพื่อการไล่ล่าเปลี่ยนให้ท้องฟ้าบริเวณนั้นแดงฉาน ควันและละอองเถ้าลอยสูงคล้ายเมฆสีเทาหม่น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เสียงครวญครางโหยหวนดังขึ้นและเงียบลงเป็นระยะพร้อมกับวิญญาณที่ถูกพรากออกจากร่างทีละคนๆ คบไฟจากผู้บุกรุกดับหายไปในความมืดพร้อมกับร่าง เริ่มจากคนที่อยู่ห่างจากกลุ่มที่สุด กระทั่งคนสุดท้าย
ชายคนสุดท้ายทิ้งคบไฟของตนลงบนพื้นหิมะ หายใจแผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้และหาซ่อนตัวใต้เงามืดของป่าสน จีวอนกระชับอาวุธในมือแน่น นัยตาคมกล้าแน่วแน่ไร้ความกลัวต่อสิ่งที่เผชิญ
ปีศาจจิ้งจอก งานอันตรายที่หลายๆคนต่างเบือนหน้าหนี หากแต่สำหรับใครบางคนนั้นกลิ่นของรางวัลค่าตอบแทนหอมหวานเกินกว่าจะปฏิเสธได้ เขาคือหนึ่งในนั้น ชายหนุ่มสูดหายใจเต็มปอด เงี่ยหูฟังท่ามกลางเสียงของลมและกิ่งไม้ ประมวลสถานการณ์ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาเฝ้ารอเวลาที่ปีศาจร้ายจะปรากฏกายอย่างเงียบเชียบ
แกร็ก
เสียงของเศษกิ่งไม้หักจากด้านหลังเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่จะ...
อั่ก!
ชายหนุ่มใช้แรงกระแทกเข้ากับร่างที่พุ่งเข้าใส่ตนอย่างแรงจนอีกฝ่ายล้มหงายลง กดไหล่สองข้างของปีศาจร้ายไว้กับพื้นด้วยน้ำหนักตัวทั้งหมดที่มี มันดิ้นพล่านต่อสู้พร้อมส่องเสียงร้องขู่คำรามสลับกับครางอย่างเจ็บปวด นัยตาดำรัตติกาลตื่นตระหนกเมื่อเห็นปลายกริดคมจ่ออยู่ที่อก พยามหาทางหนีจากการเกาะกุมแต่กำลังของตนนั้นดูจะไม่เป็นผลเท่าใดนักในยามนี้
โลหะเงินวาวเลื่อมชะงักค้างเหนือร่างข้างใต้ไม่กี่นิ้ว สิ่งที่ปรากฎแก่สายตาชายผู้เป็นเพชฆาตหาใช่ร่างกายอัปลักษณ์ของสิ่งที่ถูกเรียกว่าปีศาจเช่นคำบอกเล่าที่เคยได้ยิน แต่กลับเป็นร่างเล็กบอบบางของเด็กชายมนุษย์อายุไม่กี่ขวบปีนอนหอบหายใจถี่บนพื้นหิมะเย็นเฉียบ ผิวกายนวลผ่องใต้แสงจันทร์ไม่อาจถูกกลบเกลื่อนได้ด้วยด้วยรอยแผลฟกช้ำและเสื้อผ้าเก่าขาดที่ห่อหุ้มกาย ดวงตาดำขลับเฉกมุกดำน้ำงามเกือบถูกบดบังด้วยเส้นผมสีเดียวกันที่ยาวจนระสันจมูกคมสวย
มิใช่ความงามที่ทูตสวรรค์สร้างก็คงเป็นคำสาปจากปีศาจนรกที่ล่อลวงให้มนุษย์ติดกับ
นอกจากความงดงามที่มีแล้วหากจะมีสิ่งใดที่บ่งบอกว่าเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้ามิใช่มนุษย์นั้นก็คงเป็นคมเขี้ยวที่โผล่พ้นริมฝีปากอิ่มที่ชุ่มไปด้วยโลหิตสีคล้ำของมนุษย์และพละกำลังที่มากกว่าขนาดร่างกายหลายเท่าเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน ลักษณะพิเศษภายนอกอย่างใบหูกับพวงหางสีขาวสะอาดของสุนัขจิ้งจอกตามเผ่าพันธุ์ปีศาจโดยกำเนิดและรูปกายที่ทำให้ผู้พบเห็นราวกับถูกมนต์อย่างที่ตำนานว่าไว้
'พี่จีวอน'
ชั่ววินาทีที่นัยตาสีน้ำตาลเข้มไหววูบ ภาพของปีศาจเบื้องหน้าถูกซ้อนทับด้วยภาพของเด็กสาวอีกคนก่อนจะหายไป เหลือเพียงร่างเล็กของเด็กชายที่ยังคงแน่นิ่งอยู่ใต้อาณัติ
"ปล่อยข้าไปเถอะได้โปรด..ได้โปรด"
ปีศาจน้อยสิ้นฤทธิ์อ้อนวอนอย่างจนตรอก อาการคุ้มคลั่งแปรเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวราวกับไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป กายผอมบางสั่นระริกเหมือนลูกนกทั้งที่เนื้อตัวยังชุ่มไปด้วยเลือดของเหยื่อคนก่อน ดวงตากลมดำขลับฉ่ำน้ำเต็มไปด้วยความสับสนยามเอ่ยคำวิงวอนขอชีวิต
"พวกเขาจะฆ่าข้า..ข้ากลัว นายท่าน"
"ได้โปรด.."
ชายหนุ่มเพิ่งเข้าใจว่าสิ่งที่อ่านจากตำรามากมายกล่าวถึงมายาของปีศาจจิ้งจอกนั้นเป็นอย่างไรตอนได้พบกับตัว รูปลักษณ์เฉพาะของหนึ่งในปีศาจที่หายากและมนุษย์หวาดกลัวที่สุด บางคนเชื่อว่าเป็นนิทานก่อนนอนและแทบไม่มีใครเคยเห็นกับตาว่ามีตัวตนอยู่จริง มีเพียงตัวหนังสือในกระดาษสีซีดที่บรรยายถึง เส้นขนอ่ออนนุ่มที่ปกคลุมใบหูและหางของจิ้งจอกหิมะเป็นสีขาวมันเงาดั่งเส้นไหม รูปกายงดงามหมดจด ผิวพรรณเปล่งปลั่งดั่งดรุณและดรุณีแรกแย้ม น้ำเสียงออดอ้อนราวกับมีมนต์สะกดหลอกล่อเหยื่อให้ตกหลุมพรางสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้ทุกฝีเก้าที่ปีศาจตนนั้นย่างก้าวลุกเป็นไฟ
นั่นคือสิ่งที่ชายหนุ่มเรียนรู้ผ่าตัวกนังสือและเรื่องเล่า แต่ในเวลาที่สิ่งมีชีวิตนี้อยู่ห่างออกไปเพียงเอื้อม..
มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อได้พบกับตัว
โลหะวาวในมือเพชรฆาตหนุ่มนิ่งค้างกลางอากาศและสั่นไหว เนิ่นนานกว่าที่ควรจะเป็นสำหรับการปลิดชีพจิ้งจอกหนึ่งตน
"อย่าฆ่าข้าเลยนายท่าน..ฮึก..ข้ากลัวแล้ว..กลัวแล้ว"
ลูกจิ้งจอกยังคงอ้อนวอน
"ข้ากลัว พี่จีวอน "
อีกครั้งที่เสียงของเด็กสาวดังขึ้นพร้อมกับเสียงของลูกจิ้งจอก
"ได้โปรด"
'อย่าทิ้งข้า'
ทั้งคำพูด หรือกระทั่งแววตา ราวกับคนๆเดียว
เหมือนกันเหลือเกิน กับอีกคนในความทรงจำ....
เมื่อสายลมหวนเปลี่ยนทิศ หยาดฝนโปรยปรายกลางเหมันต์ฤดู ดวงดาราเคียงข้างอาทิตย์ สองชีวิตได้พานพบกันในคืนนั้น หนึ่งปีศาจ หนึ่งนักล่า ทุกสิ่งอาจจบสิ้นเพียงชายหนุ่มตัดสินใจปักกริชในมือลงบนร่างของปีศาจจิ้งจอกเช่นที่เคยทำมากับครั้งอื่นๆ หากแต่การตัดสินใจของเขาในวันนั้น กลับให้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม
"อือ..จีวอน.."
เสียงยานคางงัวเงียหลังลืมตาตื่นขึ้นได้ไม่นาน หรี่ตาลงครึ่งหนึ่งก่อนบิดตัวไปมาอย่างเกียจคร้าน แสงด้านนอกยังคงมืดสลัวและมีหิมะโปรยปรายเมื่อมองจากหน้าต่างห้องใต้หลังคาแม้จะเข้าสู่เช้าของต้นฤดูใบไม้ผลิ ที่จริงจะเรียกฤดูใบไม่ผลิอย่างเต็มปากก็คงไม่ถูกนักเพียงแค่พอมีไออุ่นจากดวงอาทิตย์บ้างก็เท่านั้น ตั้งแต่จำความได้ที่ๆเขาอยู่ไม่เคยมีฤดูอื่นนอกจากฤดูหนาว เงาของภูเขาและแมกไม้สูงใหญ่แทบไม่เคยปล่อยให้แสงแดดส่องลงละลายหิมะที่ปกคลุมพื้นดินเกือบตลอดทั้งปี
"จะไปแล้วหรอ"
ไออุ่นข้างกายที่หายไปทำให้เป็นการปลุกอย่างไม่ตั้งใจของคนที่กำลังฝันดีอยู่ในห้วงนิทราอย่างฮันบินหนำซ้ำคำถามของเขาก็ไม่ได้รับการตอบรับใดๆจากคู่สนทนา จีวอนละสายตาออกจากสิ่งของสัพเพเหระที่ตนกำลังเก็บขึ้นสบกับดวงตาของเด็กหนุ่มเพียงครู่ก่อนจะกลับไปสนใจสิ่งตรงหน้าเช่นเดิม
"ทิ้งข้าไว้คนเดียวอีกแล้ว"
พวกมนุษย์โหดร้ายและอันตราย
แต่สำหรับฮันบิน จีวอนคือข้อยกเว้น
"ไม่ไปไม่ได้หรอ"
มือน้อยคว้าหมับเข้าที่ข้อมืออีกคนให้หันมาสนใจตน ใบหูสีขาวเยี่ยงสุนัขจิ้งจอกห่อตก ช้อนดวงตาขึ้นมองคนด้านบนเรียกร้องความสนใจเป็นนิสัยติดตัว
"อยู่กับฮันบินนะ"
แก้มใสแนบลงบนฝ่ามืออุ่นพร้อมๆกับออดอ้อนเสียงหงอย
"นะ อยู่ด้วยกัน"
แผนการเรียกความสนใจนั้นสำฤทธิ์ผล
จีวอนชะงักนิ่งมองคนบนเตียงที่เพิ่งตื่นได้ไม่นานกำลังคลอเคลียอยู่ที่ฝ่ามือของตน ฮันบินมักจะขี้อ้อนผิดปกติหากรู้ตัวว่าต้องถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง ยิ่งโตขึ้นก็นิ่งเป็นมากขึ้นทุกที เพราะรู้ว่าสเน่ห์จิ้งจอกของตนมีมากมาย จีวอนต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะใจแข็งปล่อยฮันบินไว้ได้
ผ่านไปหลายฤดูหนาวที่เขาได้เฝ้ามองลูกปีศาจที่ใครๆต่างรังเกียจและหวาดกลัว จีวอนคือมนุษย์คนเดียวที่รู้ซึ้งถึงมารยาปีศาจจิ้งจอกที่ใครๆว่าสามารถหลอกล่อให้มนุษย์ติดกับนั้นเป็นอย่างไร
โหดเหี้ยม?
ฮันบินชอบกัด
แบบที่ใช้เขี้ยวเล็กๆขบเบาๆเวลาที่จีวอนไม่สนใจ
เจ้าเล่ห์เพทุบาย?
"ฮันบินหนาว ต้องป่วยแน่ๆ"
พูดพลางใช้หัวกลมๆซุกลงกับของจีวอนแล้วขอให้เขากอดเอาไว้หลังจากความทำผิดมา
โกหกทั้งเพ
ลูกหมาน้อยของเขาไม่มีอะไรใกล้เคียงกับคำเหล่านั้นสักนิด
มือหยาบไล้เกลี่ยแก้มนิ่มอย่างเบามือก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆเตียง ดูท่าแล้วคงจะเป็นอีกครั้งที่จีวอนต้องรับมือกับสถานการณ์น่าลำบากใจ
"ฮันบินของข้าริทำตัวเป็นเด็กดื้อขึ้นมาหรืออย่างไรกันหืม"
มือที่อยู่ข้างแก้มเปลี่ยนเป็นลูบกลุ่มผมดำของเด็กชายแทนแต่ก็ยังไม่วายถูกมองกลับด้วยใบหน้าบูดบึ้งงอแง
"รีบกลับมารู้ไหม"
แต่ฮันบินจะทำอะไรได้ถ้าเป็นคำสั่งของจีวอน
เตือนความจำคนแก่กว่าอีกครั้งด้วยการแตะริมฝีปากอิ่มลงบนปลายจมูกโด่งหนึ่งทีเรียกรอยยิ้มจากร่างสูงอย่างง่ายดาย
"ท่านรู้ว่าข้ารออยู่"
เขารู้ว่าจีวอนออกไปทำอะไร
นายพราน นักล่าหรืออะไรก็ตาม
จีวอนเป็นพวก'มัน'
พวกเดียวกับที่คร่าชีวิตทั้งสัตว์และปีศาจมากมาย ยึดแย่งชีวิตของผู้อื่นเพื่อแลกค่าตอบแทนต่อชีวิตให้ตัวเอง พวกเดียวกับคนที่ต้องการจะฆ่าฮันบินเมื่อหลายปีก่อน
ฮันบินรู้เพราะจีวอนไม่เคยปิดบัง และเขาก็ไม่คิดจะสน
ในเมื่อจีวอนของเขาไม่ได้เป็นแบบนั้น จีวอนใจดีไม่รังเกียจฮันบินเหมือนมนุษย์คนอื่นๆ ในคืนที่ความตายรายล้อมจากทุกทิศทางจีวอนเป็นคนที่โอบอุ้มเขาขึ้นจากความมืดและพื้นหิมะหนาวเหน็บ ให้ได้ทุกอย่างที่ฮันบินร้องขอ ยอมย้ายออกมาอยู่ไกลจากหมู่บ้านก็เพื่อซ่อนฮันบินจากมนุษย์ใจร้าย จีวอนคือคนที่ให้ชีวิตใหม่กับฮันบิน
เขาติดค้างบุญคุณนั้นและหากเป็นไปได้ฮันบินอยากชดใช้ด้วยสิ่งใดก็ตามที่จีวอนต้องการเพียงแค่เอ่ยปาก
น่าเสียดาย ที่สิ่งตอบแทนเดียวที่ปีศาจต่ำต้อยอย่างเขาพอจะมีให้ได้มีเพียงแค่ชีวิตเดียวที่เหลืออยู่
และเพราะจีวอนรู้ดีว่าธรรมชาติของมนุษย์คือหวาดกลัวในสิ่งที่ตนไม่รู้จัก พวกเขาหวาดกลัวในร่างกายและความคิดที่ไม่เหมือนตน กลัวในพลังซึ่งตนไม่รู้จัก กลัวว่าตนจะสูญเสียอำนาจที่เคยมี ท้ายที่สุดก็โทษว่าความไม่เหมือนคือความแปลกแยกและโยนความผิดพลาดทั้งหมดให้ผู้อื่น
สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือการเข่นฆ่าได้แม้กระทั่งพวกเดียวกัน จีวอนจึงกำชับเด็ดขาดไม่ให้ฮันบินออกจากบ้านในเวลาที่ตนไม่อยู่ ฮันบินเชื่อฟังและว่าง่ายมากเกินไป มากจนบางครั้งก็ทำให้จีวอนหลงลืมไปว่าเด็กชายเป็นจิ้งจอกแสนซนที่อยากรู้อยากเห็น หาใช่ลูกกวางเชื่องๆที่จะอยู่แต่ในอาณาเขตที่ถูกกักขังได้
การที่จีวอนพาฮันบินออกไปเที่ยวเล่นเป็นครั้งคราวจึงไม่สามารถดับความกระหายใคร่รู้โลกภายนอกของฮันบินได้ ในที่สุดประตูและผนังไม้เก่าๆก็ไม่สามารถปิดกั้นเจ้าจิ้งจอกได้อีกต่อไป
"อยากไปก็ไปซะ"
ฮันบินตัวแข็งทื่อเมื่อพบว่าร่างสูงยืนรอเขาอยู่หลังประตูก่อนแล้วตอนที่ตนกลับมาจากการหนีเที่ยวเล่น
"อย่าห่วง..จะไม่มีใครขวางทางเจ้า"
จีวอนพูดขึ้นเสียงเรียบ ไม่แม้แต่จะตวาด หากแต่เพียงแค่นั้นเด็กชายก็รู้สึกราวกับศรีษะถูกด้วยของแข็งอย่างแรง เขามึนงง
'ไม่เอา' 'ไม่ไป'ได้แต่พึมพำคำเหล่านี้ออกมาเหมือนคนเสียสติ
จีวอนยืนนิ่งในขณะที่ฮันบินกำลังจะเป็นบ้า ยอมให้จีวอนต่อว่าออกมาตรงๆเสียยังดีกว่าที่เป็นอยู่แบบนี้ เรียวแขนเล็กกอดขาจีวอนแน่นไม่อยากให้ร่างสูงเอ่ยคำผลักไสตนอีก สะอื้นไห้จนไหล่บางไหวสะท้านด้วยเกรงกลัวว่าจีวอนจะโกรธแล้วทิ้งไปจริงๆ
ฮันบินจะไปได้อย่างไรในเมื่อชีวิตของฮันบินมีแค่จีวอนมาตลอด
มันไม่คุ้มเลยสำหรับการฝ่าฝืนกฎ
อิสระอะไรกัน..
ถ้าต้องแลกกับการไม่มีจีวอนแล้วฮันบินจะมีความสุขได้อย่างไร
คืนนั้นเด็กชายเพิ่งค้นพบว่าตนสามารถร้องได้มากมายขนาดไหน เขาสะอื้นจนหมดแรง รู้ตัวอีกครั้งก็กลายเป็นว่าจีวอนต้องมานั่งดูแลทั้งคืนเพราะฮันเอาแต่ร้องจนไข้ขึ้น
"ข้าอาจโหดร้ายที่ขังเจ้าไว้แบบนี้..แต่รู้ไว้ว่าข้างนอกนั่นอันตรายกว่าข้านัก"
ชายหนุ่มพูดพลางเช็ดตัวให้กับเด็กขี้แยที่ตอนนี้ได้แต่นอนซมอยู่บนเตียง ดวงตาทั้งสองแดงช้ำบวมเป่งจากการร้องไห้อย่างหนัก ความจริงแล้วตอนนี้ฮันบินไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะลืมตาขึ้นมองคนตรงหน้าด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้เขาจำได้ว่าตัวเองสะอื้นจนเหมือนจะขาดใจ ฟูมฟายอยู่นานจนหัวสมองปวดหนึบ รู้ตัวอีกทีทั้งร่างก็ทรุดลงกับพื้นเหมือนขาทั้งสองถูกสูบกำลังออกจนหมดลำบากจีวอนให้ต้องมานั่งเฝ้าไข้เขาอยู่แบบนี้
"ฮันบินขอโทษ จีวอนหายโกรธฮันบินนะ"
จีวอนไม่ได้รับปากทันที ชายหนุ่มระบายลมหายใจออกยาวเหยียดตั้งใจจะลุกออกมาหลังจากเช็ดตัวให้ฮันบินเสร็จแต่แล้วก็ต้องล้มเลิกความตั้งใจเดิมเมื่อคนป่วยไม่ยอมยกหัวออกจากตักของเขาเสียที ฮันบินกอดเอวหนาไว้แน่นจนจีวอนรู้สึกถึงไอร้อนด้วยพิษไข้จากกายบาง ครั้นจะแกะมือที่รัดกุมไว้ก็กลับกลายเป็นยิ่งรัดแน่นขึ้นกว่าเดิม
"ดีกันนะจีวอน.."
".....""..นายท่าน.."ไม่บ่อยนักที่ฮันบินจะใช้สัพนามอื่นเรียกร่างสูง ปีศาจน้อยพูดเสียงอ่อยพลางฝังใบหน้ากับหน้าท้องแกร่งเอ่ยวาจาออดอ้อนทุกวิถีทางให้ชายหนุ่มคลายอารมณ์โกรธเคืองลงได้ แต่แล้วก็ต้องครางฮือในลำคอเมื่อจีวอนใช้มือนวดคลึงใบหูสีขาวปุกปุยไปมา เด็กชายหัวเราะคิกคักออกมาได้ในที่สุดหลังจากได้รู้ว่าตนคงพ้นความผิดในครั้งนี้แล้ว
จีวอนไม่เคยชนะฮันบินได้เลยสักครั้ง
"ข้าจะโกรธเจ้าลงได้อย่างไร"
มือที่สัมผัสใบหูจิ้งจอกเปลี่ยนเป็นลูบกลุ่มผมสีดำสลวยบนตักเบาๆ บรรจงเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มใสออกอย่างระมัดระวัง ไม่นานเจ้าลูกหมาก็นิ่งเงียบไป ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเด็กน้อยของเขาคงกำลังท่องเที่ยวอยู่ที่ใดสักแห่งในดินแดนแห่งความฝัน
ในความเงียบใต้แสงสลัวจากปลายเทียนไขที่มุมห้องใต้หลังคาเล็กๆ สิ่งที่ลูกแกะไม่อาจเห็น คือแววตาที่แน่วแน่อยู่เสมอยามออกล่ากลับหลงเหลือเพียงความขลาดเขลา
"ไม่เคยโกรธ.."เสียงแหบห้าวของหมาป่ากลับเบาหวิวเอ่ยขึ้นกับลูกแกะที่หลับไหลอยู่ในห้วงนิทรา
"ข้าก็แค่กลัวจะเสียเจ้าไป"
ก็อก ก๊อก ก๊อก
ฮันบินได้ยินเสียงประตูเปิดออกแม้ว่าตนจะอยู่ชั้นบนของบ้าน ได้ยินจีวอนเอ่ยทักทายแขกผู้มาเยือนยามเย็นอย่างกระตือรือร้น เด็กชายเองก็เช่นกัน ทันทีที่รู้ว่าใครคือคนที่จีวอนกำลังคุยด้วยฮันบินก็รีบวิ่งลงจากบันไดเสียงดังตึงๆจนชายหนุ่มต้องเอ่ยปรามขึ้นมา
"จุนฮเว!""เจ้าลูกหมา"
สรรพนามไม่เข้าหูถูกเรียกขึ้นให้คิ้วสวยกระตุกอย่างช่วยไม่ได้ เด็กหนุ่มร่างสูงในเสื้อคลุมหนังวังเก่าคร่ำครึที่หน้าประตูเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มยียวนอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวเช่นเดียวกับน้ำเสียงชวนโมโห ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังเป็นนิสัยที่แก้ไม่หายแต่ถึงอย่างนั้นฮันบินก็ดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นมัน
"หยุดเรียกข้าอย่างนั้นสักทีเจ้าทึ่มเอ๊ย ข้ามีชื่อของข้านะ"
ดีใจขนาดไหนก็ใช่ว่าจะยอมแพ้ให้ง่ายๆจึงเป็นอีกครั้งที่จีวอนต้องห้ามทัพเด็กทั้งสองไม่ให้วุ่นวายไปกว่าเดิม เพราะจุนฮเวกับเขาอายุห่างกันไม่มากจึงเป็นได้ทั้งเพื่อน พี่น้องและคู่ปรับในเวลาเดียวกัน พวกเขาคล้ายกันหลายอย่าง จุนฮเวตัวคนเดียวตั้งแต่จำความได้บอกว่าครั้งหนึ่งจีวอนได้ช่วยชีวิตเอาไว้ เพราะอย่างนั้นจึงนับถือจีวอนเหมือนพี่ชายแท้ๆอีกคน เด็กหนุ่มเป็นคนเดียวที่จีวอนยอมไว้ใจบอกความลับเรื่องฮันบินรวมถึงวานให้จัดการเป็นหูเป็นตาในหมู่บ้านและกลายเป็นพี่เลี้ยงฮันบินกลายๆในระหว่างที่จีวอนไม่อยู่หลายๆวัน
"ข้าเอานี่มาให้ท่าน"
กระดาษแผ่นหนึ่งถูกยื่นส่งให้จีวอน มันเป็นจดหมาย ไม่มีจ่าหน้าซองเหมือนกับครั้งก่อนๆบรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันทีที่เขาหยิบแผ่นกระดาษยับยู่ยี่ออกจากใต้เสื้อถักซอมซ่อของตน
"นางเป็นอย่างไรบ้าง""เหมือนเดิม ท่านก็รู้จีวอน ชีวิตแบบนั้นไม่อาจเรียกว่าสุขสบายได้"
ทันทีที่ได้ยินฮันบินก็รู้ว่าเจ้าของจดหมายฉบับนี้สำคัญมากแค่ไหน
จีวอนรับมันมาด้วยดวงตาที่เป็นประกาย ไล่อ่านข้อความในสารอย่างตั้งอกตั้งใจซ้ำแล้วซ้ำอีก หัวเราะออกมาบ้างเป็นบางครั้ง ลูบตัวหนังสือบนแผ่นกระดาษนั่นราวกับว่าจะสามารถสัมผัสถึงตัวคนเขียนมันได้ เป็นเสมอที่ได้อ่านจดหมายจากคนคนนั้น ตลอดเวลาที่อยู่กับฮันบินร่างสูงไม่เคยเอ่ยถึงว่า'นาง'ที่ว่าเกี่ยวข้องอะไรกับจีวอน จุนฮเวเองก็เช่นกัน มันบ่งบอกได้ชัดเจนว่าจีวอนไม่อยากให้ฮันบินเข้ามายุ่งในเรื่องนี้ ทุกคนหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมันหากไม่จำเป็น
"อยู่เป็นเพื่อนเล่นกับข้าก่อนไม่ได้หรืออย่างไรกัน เจ้าหายไปนานจนข้าเกือบลืมหน้าโง่ๆของเจ้าแล้ว"
ปีศาจจิ้งจอกกระเง้ากระงอดแต่ก็ไม่วายเหน็บแนมเมื่อเห็นสหายเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานทำท่าจะขอตัวลากลับ
"ข้าไม่ได้นั่งๆนอนๆแล้วมีคนป้อนข้าวป้อนน้ำเหมือนกับเจ้าหรอกนะเจ้าลูกหมา"
"จุนฮเวมีงานต้องทำ หากเจ้าคิดถึงกันขนาดนั้นก็ตามไปอยู่กับจุนฮเวเลยเป็นอย่างไร"
คนฟังเลยได้แต่เบะปากหลังจากได้ยินคำเอ่ยประชดประชันจากชายที่อายุมากที่สุดในวงสนทนา ที่เขาคิดถึงจุนฮเวมันก็มีส่วนอยู่ทว่าในความเป็นจริงก็คือฮันบินแค่ไม่อยากอยู่ในช่วงเวลาอึดอัดระหว่างที่จีวอนกำลังใช้เวลาส่วนตัวกับจดหมายฉบับนั้นมากกว่า ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นแค่ความ'ไม่ชอบ'แล้วก็ไม่สนใจเท่านั้นเวลานี้กลับกลายเป็นว่าเห็นทีไรก็กลายเป็นขวางหูขวางตาไปเสียทุกครั้ง
"บางทีข้าก็อยากจะตามจุนฮเวไปอย่างที่ท่านว่า"
ฮันบินเปรยขึ้นหลังจากที่ประตูปิดลง ดวงตายังคงจับจ้องอยู่ที่แผ่นไม้หนาแม้ว่าชายหนุ่มเจ้าของชื่อที่ถูกเอ่ยถึงจะจากไปแล้ว
"เป็นอะไรขึ้นมาหืม ทำไมถึงพูดอย่างนั้น"จีวอนที่เพิ่งพับกระดาษแผ่นบางเก็บไปเอ่ยถามขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงความขุ่นมัวในน้ำเสียง ฟึดฟัดคล้ายกับแยกเขี้ยวขู่แม้มองจากด้านหลัง
"หรือความจริงแล้วท่านต้องการอย่างนั้นจริงๆ จะได้ไม่มีใครรบกวนเวลาเจ้าอยู่กับจดหมายของเจ้า"
คิ้วเรียวเลิกขึ้นสูง สังเกตเห็นปุยหางนิ่มใต้ชายผ้าสะบัดไปมาเสียงดัง ร่างบางลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร ดวงหน้างอง้ำแสดงอารมณ์อย่างชัดเจนขณะที่เดินผ่าน
หรืออย่างน้อยก็ตั้งใจจะเดินผ่าน ก่อนแขนแกร่งจะรวบร่างบางมานั่งบนตักโดยไม่ทันให้ตั้งตัว เจ้าจิ้งจอกโวยวายลั่นยกใหญ่
แยกเขี้ยวขู่ไม่เป็นผลก็ใช้กำปั้นน้อยๆของตนทุบตีเจ้าของอ้อมแขนที่สวมกอดอยู่หวังให้ตนหลุดพ้นเป็นอิสระ
"ปล่อยข้าเสียให้ไว ข้าจะไปให้พ้นๆ ท่านจะได้ใช้เวลาคิดถึงนางที่เจ้าฝันหานั่นได้อย่างไร"
คนฟังกระตุกมุมปากยิ้มอย่างอดไม่ได้เมื่อรู้แน่ชัดถึงเหตุผลที่ลูกหมาของเขาเกิดอารมณ์แปรปรวนขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
"ที่ใดกันที่เจ้าว่าพ้นจากข้า ห้องใต้หลังคาอย่างนั้นรึ"
"เอาเวลาถามข้าไปสนใจแต่จดหมายของท่านเถอะ"
ฮันบินหยุดดิ้นในที่สุดเมื่อการขัดขืนไร้ประโยชน์ หากแต่กลีบปากสีสดก็ยังไม่ยอมสงบวาจาลงง่ายๆ ไม่ได้รู้เลยว่ายิ่งพูดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเหมือนหลักฐานมัดตัวในสาเหตุความน้อยใจมากขึ้นเท่านั้น
"ข้าชักไม่แน่ใจแล้วว่าหากข้าตายไปท่านจะสนใจข้าหรือจดหมายนี่มากกว่ากัน..""ฮันบิน"
เพียงคำเดียวก็หยุดทุกอย่างลง ราวกับเสียงระฆังส่งสัญญาณยุติการแข่งขัน จีวอนไม่ได้ดุ เพียงแต่เตือนด้วยแววตาจริงจังให้รู้ว่าสิ่งที่ฮันบินพูดนั้นเขาไม่ต้องการจะหยอกล้อด้วยอีกแล้ว
"เจ้าไม่เคยไม่สำคัญเด็กน้อย"
โกหก
ฮันบินทำท่าจะเถียงกลับแบบนั้นแต่ไม่ได้พูดอะไรเมื่อเหลือบเห็นดวงตาของตรงหน้า
มันไม่มีแววของการหยอกล้อหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย
"ตอนเจ้ายังเล็กข้าหวังให้จุนฮเวคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลเจ้าแทนข้าไม่ให้ออกไปเล่นซนข้างนอก"
"มันทำให้ข้ารู้สึกผิดขึ้นมาทุกวันนี้ หากเลือกได้ แม้แต่จุนฮเวข้าไม่อยากให้เห็นกระทั่งปลายผมของเจ้า"
'กริ๊ง'
กระพรวนสีเงินลูกเล็กถูกสวมใส่ไว้ที่ข้อมือของฮันบินสะท้อนเงาวิบวับทั้งที่คนเป็นเจ้าของยังไม่ทันได้ตั้งตัว
"เพื่อให้แน่ใจว่าใครเป็นเจ้าของคนเดียวข้องเจ้า""ข้าจะได้ตามเจ้าเจอเผื่อเจ้าหนีหายไปไหน"
จีวอนหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ จับตัวคนในอ้อมกอดโยกกล่อมไปมาเหมือนตอนเด็กๆฝังจมูกลงบนกลุ่มผมหนาของเจ้าจิ้งจอก การกระทำที่ฮันบินคุ้นเคยมาตลอดหลายปี
ทุกอย่างเป็นปกติ
ฮันบินบอกกับตัวเองอย่างนั้น สิ่งเดียวที่ผิดแปลกไปตัวเขาเองที่ร่างกายแข็งทื่อเป็นหินยามรู้สึกถึงวงแขนที่พันธนาการตนไว้กระชับแน่นจากด้านหลัง รู้สึกถึงน้ำหนักของศรีษะอีกคนที่วางลงบนบ่าซ้าย รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นที่เป่ารดลำคอ
รู้สึกถึงก้อนเนื้อในอกตัวเองที่เต้นแรงจนต้องยกมือขึ้นทาบเอาไว้เพราะกลัวอีกฝ่ายจะได้ยิน
ฮันบินคิดว่าใบหน้าของตนเห่อร้อนเหมือนกับจะเป็นไข้โชคยังดีที่จีวอนนั่งอยู่ด้านหลังจึงไม่สามารถมองเห็นได้ว่าพวกแก้มทั้งสองขึ้นสีสุกปลั่งมากมายขนาดไหน
"ตัวเจ้าสั่นไปหมด ไม่สบายหรือ"
จีวอนกดตัวเขาจมอกไม่ให้ขยับไปไหนราวกับจะรู้ถึงสิ่งผิดปกติของคนบนตัก มืออุ่นบีบนวดนิ้วเล็กๆที่ขืนเกร็งของฮันบินเบาๆให้คลายลงแต่เด็กน้อยกลับส่ายหัวปฏิเสธแล้วก้มหน้างุดยิ่งกว่าเดิม
เป็นแบบนี้อีกแล้ว
ฮันบินไม่ชอบเลย
มันเหมือนกับว่าจีวอนสูบพลังออกจากร่างจนหมด
เกิดบ่อยขึ้นทุกที และสุดท้ายก็ต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้
"ฮันบินขอโทษ"
ส่งเสียงอู้อี้แทบไร้เสียง แต่เท่านั้นก็ชัดเจนพอสำหรับอีกคนที่ใบหน้าอยู่ห่างกันเพียงคืบ ใบหูสีขาวห้อตกลงอย่างสำนึกในความผิดที่กระทำ หมาน้อยที่แยกเขี้ยวขู่ก่อนหน้ากลายเป็นหมาบ้านเชื่องๆในพริบตา
บนตัวของจีวอน ที่นอนประจำของเจ้าจิ้งจอกตั้งแต่เล็กจนปัจจุบันยังอบอุ่นอยู่เสมอในฤดูหนาวที่ยาวนาน สถานที่ที่ทำให้รู้สึกว่าไม่มีอะไรทำร้ายเขาได้ไม่ว่าอย่างไร
เด็กชายระบายยิ้มงดงามออกมาในที่สุด ลืมเรื่องน้อยใจก่อนหน้าจนหมดสิ้น อีกครั้งที่ฮันบินพ่ายแพ้อย่างราบคาบให้แก่ชายคนเดิม ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ทะเลาะกันสุดท้ายก็กลายเป็นเขาองตลอดที่ต้องมานั่งสำนึกผิดทีหลังเพียงแค่คำพูดไม่กี่คำของร่างสูง เขาไม่ใช่คู่ต่อสู่ของจีวอนด้วยซ้ำไป ฮันบินไม่มีวันต่อกรกับคนคนนี้ได้ ไม่ว่าจะตัว หรือหัวใจ
ฮันบินพ่ายแพ้สิ้นท่าให้กับจีวอนอย่างราบคาบโดยสมบูรณ์
อา ท่านคงเห็นแล้วจากที่ข้าเล่ามา หมาป่าละทิ้งฝูงเพื่อทำสิ่งที่ไม่เคยมีหมาป่าตัวไหนทำมาก่อน เมื่อครั้งมันจับลูกแกะ แทนที่จะขย้ำลูกแกะให้จมเขี้ยวแต่หมาป่าตัวนี้กลับซุกซ่อนแกะน้อยไว้ชื่นชมเพียงลำพัง ฟูมฟักเลี้ยงดูกระทั่งลูกแกะเติบใหญ่ ทั้งสองแทบไม่ห่างกายจากกัน ต่างก็มีความสุขกับสิ่งตรงหน้าจนหลงลืมธรรมชาติธรรมชาติที่แท้ของตนไปสิ้น
ท่านก็รู้ดีใช่หรือไม่ ตอนจบของนิทานเรื่องนี้
หมาป่าไม่มีวันเป็นเป็นแกะและแกะไม่มีวันกลายเป็นหมาป่าไปได้ นั่นคือสิ่งที่ธรรมชาติได้กำหนดไว้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง...
"พี่จีวอน"
"ช่วยด้วย"
"พี่จีวอน ช่วยจีซูด้วย"
"พี่จีวอนอย่างทิ้ง..อย่าทิ้งจีซูนะ"
"พี่จีวอน"
"จีวอน""จีวอน!"!!!
ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นขึ้นท่ามกลางความมืดในคืนหนึ่งหลังกลับจากการออกล่า เหงื่อกาฬซึมทั่วร่างทั้งที่อากาศเย็นเฉียบ
"จีวอน..ปล่อย"
เจ้าของชื่อหันมองตามเสียงสั่นเครือ เขาพบว่าตัวเองกำลังบีบข้อข้อมือของฮันบินแน่นจนแขนเล็กสั่นเทา
"ฝันร้ายหรอ"
ด้านนอกหน้าต่าง ความมืดมิดของท้องฟ้ายามค่ำคืนเริ่มมีแสงอ่อนๆของวันใหม่
ชายหนุ่มระบายลมหายใจหนักหน่วงออกไปโดยไม่ไม่ได้ตอบคำถามของคนข้างๆ มือหนายกขึ้นแตะลงบนข้อมือเล็กของฮันบินใกล้กับสร้อยข้อมือเส้นเล็กที่เขาให้ไว้ปรากฎรอยช้ำชัดเจนเพราะฝีมือของเขาเอง
"เจ็บหรือเปล่า"
ฮันบินส่ายหน้าปฏิเสธทั้งที่แก้วตาใสทั้งสองคลอหน่วยไปด้วยน้ำตา ภาพนั้นยิ่งทำให้สีหน้าของจีวอนตึงเครียดยิ่งกว่าเก่า นัตาสีน้ำตาลเข้มจับจ้องปีศาจน้อยข้างกายไม่วางตา เป็นอยู่เช่นนั้น เนิ่นนาน
ในแสงสลัวของจันทราสีเงิน ฮันบินไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าภายใต้ดวงตาคมคู่นั้นกำลังคิดอะไร
"ขอโทษนะ"
เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเบาแทบกระซิบ
"ขอโทษที่ดูแลให้ดีกว่านี้ไม่ได้"
"ข้าขอโทษ...ขอโทษ......"
พร่ำบอกขอโทษไม่หยุดปากด้วยสีหน้าเจ็บปวดจนฮันบินต้องรั้งคนตัวโตกว่ามากอด
ไม่อยากเห็น
ไม่อยากฟัง
น้ำเสียงที่ทำให้รวดร้าวแม้เพียงแค่ได้ยินโดยเฉพาะเมื่อรู้ดีว่าคำขอโทษนั้นไม่ได้มีให้เขาคนเดียว
มันส่งไปถึงคนอีกด้วยเช่นกัน
คนที่จีวอนพูดชื่อออกมาอย่างไม่รู้ตัวยามฝันถึงทุกคืน
คนที่เป็นเจ้าของจดหมายนทุกฉบับที่จีวอนเก็บรักษาอย่างดี
'จีซู'
น้ำหนักของความเสียใจและความคิดถึงที่บ่ากว่างแบกรับไว้นั้นหนักอึ้งจนรับรู้ได้เพียงเฝ้ามอง
กลีบปากอ่อนบางจรดลงบนหน้าผากชายหนุ่ม รั้งกายหนามากอดไว้แนบอก ฮันบินทำได้มากที่สุดแค่นั้น
แค่กอดจีวอนเอาไว้เพราะคิดว่าเป็นวิธีเดียวที่จะไม่ให้คนในความฝันขโมยร่างสูงไปจากเขาได้
'ตึก ตึก ตึก ตึก'
ยิ่งอ้อมกอดกระชับแน่นขึ้นเสียงเต้นของหัวใจปีศาจน้อยก็ยิ่งดังฟังชัดในโสตสัมผัสชายหนุ่ม
หากแม้ว่ากอดของฮันบินคือกับดักที่คร่าชีวิตคนได้ จีวอนก็คงจะยอมตายในกับดักนั้นอีกร้อยครั้งพันครั้งเพื่อแลกกับสัมผัสนี้
จีวอนสูดกลิ่นหอมจางๆจากกายบางอย่างเผลอไผล กลิ่นอายหอมจรุงของปีศาจราวกับดูดกลืนความความทุกข์ทั้งมวลให้ค่อยๆจางหายดั่งมนต์วิเศษ พินิจข้อมือเจ้าจิ้งจอกใกล้ๆก็ได้แต่กร่นด่าตนเองที่ทำให้ผิวเนื้อนุ่มที่ตนเฝ้าถนอมมาต้องเป็นรอยบอบช้ำ
"ข้าทำเจ้าเจ็บ"
ปากหยักกดแนบข้อมือบางราวการขออภัยโทษจากนายเหนือหัวของทาสผู้ต่ำต้อยมีหรือที่ปีศาจจิ้งจอกจะไม่โอนอ่อนตาม หากแต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยอะไรต่อก็ถูกร่างสูงไล่จูบไปทั่วจนแทบช้ำ ฮันบินที่เพิ่งรู้ตัวว่าถูกฉวยโอกาสพยายามมเบี่ยงตัวหนีแม้ว่ามันจะไร้ประโยชน์เหลือเกินบนพื้นที่เตียงเล็กหลังเดียว
"จะไม่ทำให้เจ้าเจ็บอีกแล้ว"
จีวอนจูบย้ำไปที่ต้นแขนขาว
"ตรงนี้"
เนินไหล่ลาด
"ตรงนี้ก็ด้วย"
ไปจนถึงลำคอระหงส์
ไม่ว่าจะถูกผลักไสอย่างไรก็ไม่สามารถป้องกันตนเองไม่ให้ถูกล่วงล้ำไปทั่วด้วยคำสัญญาของจีวอนได้ จีวอนเคยกอด เคยสัมผัสด้วยริมฝีปาก แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีเช่นนี้ ฮันบินถดหนีออกจากการรุกรานที่ไม่คุ้นเคยด้วยใจเต้นไม่เป็นระส่ำ อดไม่ได้ที่จะหวาดหวั่นถึงสิ่งที่ร่างสูงกำลังทำกับตนจนต้องยกแขนทั้งสองขึ้นค้ำอกกว้างไว้ไม่ให้เข้าใกล้มากกว่าที่เป็น
มันได้ผล
จีวอนหยุดชะงัก พร้อมกันกับความรู้สึกผิดที่ถาโถมเข้าใส่เด็กชายที่ไม่สามารถให้ในสิ่งที่จีวอนต้องการได้ ฮันบินกลัวว่าจีวอนจะผิดหวังในตัวเขา
"ข้าผิดเอง""ข้าจะไม่ฝืนใจเจ้า"
จีวอนระบายยิ้มออกมาราวได้ยินความคิดร่างเล็กตรงหน้า จีวอนลูบผมฮันบินอย่างชินมือ ปลอบโยนเด็กน้อยที่ทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้ เขาผิดเองที่ลืมตัวไปเสียสนิทจนพลั้งมือทำให้เด็กน้อยของเขาต้องเสียขวัญ
ฮันบินยังไม่พร้อม...
"ข้า..ข้าไม่ได้ฝืนใจ""....""ข้าแค่..ไม่รู้.."
คำพูดตะกุกตะกักของฮันบินเป็นเหมือนประกายไฟจุดชนวนแผดเผาความผิดชอบชั่วดีในใจของจีวอน ประโยคหลังแทบถูกกลืนหายไปในลำคอริมฝีปากขบเม้มเข้าหากัน แม้ว่าเด็กชายจะมีท่าทีประหม่าอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ยังยึดสองมือของเขาไว้แน่น แก้วตาใสช้อนขึ้นมองอ่อนเชื่อมก่อนจะวางมืออีกฝ่ายลงบนเนินสะโพกมนของตัวเองช้าๆ
"จีวอน สอนฮันบินสิ"
แก้มอิ่มขึ้นสีสุกปลั่งยามพูดคำหน้าอายออกมา จีวอนทอดมองภาพเบื้องหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง นี่เขากำลังถูกปีศาจจิ้งจอกน้อยตนนี้ยั่วยวนอย่างนั้นหรือ
"รู้ไหมเจ้าไม่ควรทำเช่นนี้ ฮันบิน เจ้ายังเด็กนัก งดงามขึ้นทุกวัน..แต่ข้า...""ข้าไม่เหมาะสมกับท่านตรงไหน"
ฮันบินขัดขึ้นก่อนจบประโยค ไม่สามารถเข้าใจเหตุผลของจีวอน
จีวอนบอกว่าฮันบินงดงาม
แล้วเพราะอะไรถึงพูดราวกับผลักไสกันอย่างนั้น
"ฮันบินโตแล้ว ดูสิ.."
ไม่พูดเปล่า มือน้อยจงใจปลดอาภรชิ้นนอกสุดออกให้เห็นเรือนกายท่อนบนเปลือยเปล่าของตนนิ้วเล็กแต่ไล้ตามส่วนต่างทีละจุด ไม่ต่างอะไรจากดอกไม้งามคลี่กลีบเชื้อเชิญเหล่าภมรให้ดอมดม
"...นะจีวอน"
ถึงจะพูดอย่างนั้นก็ไม่สามารถซุกซ่อนความกลัวในดวงตาได้ยามอีกฝ่ายโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ วูบหนึ่งที่ฮันบินอยากหยุดทุกอย่างทั้งที่ตนคือคนเริ่ม แต่ฮันบินช้าเกินไป
ชนวนถูกจุดไปแล้ว
"อย่าเกร็ง.....เจ้าจะเจ็บ"
จีวอนพูดก่อนจะก้มลงจุมพิตลงบนไหปราร้าสวยอีกครั้ง มือหนาปรอคองเอวบางเอาไว้แนบกาย พยายามค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้นช้าๆเพราะกลัวเด็กน้อยของตนจะตื่นกลัว
"เจ้าทำอะไรกับข้า"
แต่มันช่างยากเย็นเหลือเกินเมื่อฮันบินน่าหลงไหลเพียงนี้
"ข้าหลงเจ้าจนแทบบ้าตายอยู่แล้ว"
จีวอนไม่ได้โกหกแต่เขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ฮันบินน่าลุ่มหลงจนเขาถอนตัวไม่ขึ้น แค่เพียงได้กลิ่นชวนให้มึนเมาได้ไม่ต่างจากเมรัยชั้นยอดจนจีวอนอดคิดไม่ได้ว่าฮันบินอาจใช้เวทย์มนต์ปีศาจกับเขาหรือไม่ ยิ่งสัมผัสยิ่งเมามาย เนื้อของจิ้งจอกน้อยทั้งนิ่มและหอมหวลไปทั้งร่างทุกคำที่ลิ้มลอง จีวอนโทษความงามนั้นที่ทำให้เขาสาบานกับตัวเองว่าจะไม่มีวันแบ่งปันมันให้ใครได้ชิมแม้แต่เศษเสี้ยว
"จ..จีวอน"
จิ้งจอกเอ่ยชื่อนายมนุษย์ของตนเสียงสั่นเครือ กายบางสั่นสะท้านทุกครั้งที่ถูกสัมผัส ดวงตาฉ่ำสะท้อนแววตระหนกทุกทีที่ผืนผ้าห่อหุ้มกายถูกดึงรั้งออกจากร่าง น่ารังแกเสียจนจนคนมองอดไม่ได้ที่จะขบริมฝีปากบนเนื้อไหล่นิ่มเบาๆ
"อ๊ะ.."
มือเล็กข้างหนึ่งดันไหล่กว้างในขณะที่ข้างหนึ่งยกขึ้นปิดกลั้นเสียงน่าอายไม่ให้อีกฝ่ายได้ยิน กายบางแดงซ่านจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นด้วยแรงอารมณ์ยิ่งทำให้จีวอนแทบคลั่ง ชายหนุ่มพรมจูบทั่วแผ่นอกเล็กที่สะท้อนถี่ขึ้นเรื่อยๆ มือหยาบลูบไล้ต้นขาเนียนที่เบียดเข้าหากันอย่างเหยียมอายเมื่ออาภรสุดท้ายถูกปลดเปลื้องจากร่าง บีบคลึงเนื้อนิ่มแทบช้ำแต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับความอยากกระหายที่ก่อตัวมากขึ้นทุกที
ไม่พอ
แค่นี้ไม่สำหรับจีวอน เขาอยากสัมผัสฮันบินไปทั้งตัว อยากตีตราประทับความเป็นเจ้าของร่างนี้ทุกซอกทุกมุม อยากบดขยี้ร่างงามนี้ให้เป็นผุยผงแต่ก็ต้องหยุดความคิดนั้นทุกครั้งที่เห็นรอยเขียวช้ำบนข้อมือเล็ก
จีวอนดูเงอะงะและเครียดอย่างเห็นได้ชัดจากคิ้วเรียวที่ขมวดเข้าหากันอย่างลืมตัวกระทั่งฮันบินใช้หัวแม่โป้งของตนลูบมันไปมาให้คลายลง
"จีวอนไม่ต้องกลัวฮันบินจะเจ็บหรอกนะ"
เสียงหวานแหบพร่ากระซิบบอกก่อนกดจุมพิตลงข้างสันกรามคมราวกับรู้ความคิด ฮันบินประคองใบหน้าของจีวอนด้วยมือทั้งสอง จ้องลึกไปที่ดวงตาสีน้ำตาลคู่เดียวกับที่ตนเห็นในครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน กระซิบแผ่วเบาหากแต่ชัดเจน
"ฮันบินเป็นของจีวอน...เป็นมาตั้งแต่แรก"
มือบางจับบ่ากว้างรั้งตัวเองขึ้นซ้อนบนตักอีกฝ่าย ปากอิ่มกดแนบลงบนริมฝีปากเรียว ย้ำน้ำหนักด้วยการบดเบียดเนื้อนุ่มหยุ่นไม่มีการรุกล้ำใดๆ จูบแรกที่ไม่ประสีประสาแต่ก็หอมหวลละเอียดอ่อนด้วยความตั้งใจราวกับต้องการยืนยันในสิ่งที่ตนพูด
จูบที่สองเพียงแค่แต่เบาๆแล้วถอนออก...แทนคำขอร้อง
"ร่างกายของฮันบิน..จีวอนรับมันไปได้ไหม"
จูบที่สามจีวอนเป็นฝ่ายคุมเกมทั้งหมดด้วยตัวเอง เขาไม่สามารถทนการยั่วยวนของฮันบินได้อีกต่อไป กรีบปากอิ่มถูกครอบครองทันทีที่สบโอกาส ดูดดุลตักตวงความหอมหวานอย่างตะกละตะกลาม ไล้เลียทุกซอกมุมให้สาสมกับการที่เกือบต้องเกือบเป็นบ้าตายเพราะความเย้ายวนของเจ้าปีศาจ
ฮันบินคิดว่าตนกำลังจะหมดลม จีวอนแทบไม่เว้นจังหวะให้เขาได้หายใจ ทุกๆอย่างรวดเร็วจนเด็กหนุ่มตั้งตัวไม่ทัน แขนขาอ่อนแรงปวกเปียกขึ้นมาราวกับพลังชีวิตถูกช่วงชิง เขาคงล้มพับไปแล้วถ้าไม่มีมือของจีวอนประคองเอาไว้ จูบของจีวอนกำลังหลอมละลายร่างของเขาในไม่ช้า
"..ทำให้ฮันบิน..ทำให้ฮันบินเป็นของจีวอนคนเดียวนะ"
น้ำเสียงสั่นพร่าเอ่ยข้างใบหูเป็นดั่งคมมีดที่ตัดเส้นด้ายความอดทนสุดท้ายของจีวอนให้ขาดสะบั้นลง ชายหนุ่มยกร่างเล็กขึ้นให้นอนราบลงกับเตียง รู้สึกเหมือนว่าเขาได้รางวัลชิ้นงามจากจอมราชาสักองค์ เวลาหลายปีเขาได้เดินทางไปหลายที่ ผ่านหญิงสาวมากหน้าหลายตาทั้งหญิงชาวบ้านธรรมดาและสวยสคราญอย่างชนชั้นสูง ไม่มีใครเทียบกับคนในอ้อมกอดเขาตอนนี้ได้เลย จิ้งจอกน้อยตรงหน้าเขาเปราะบางราวกับแก้วล้ำค่า เหมือนกับจะแตกร้าวขึ้นมาจริงๆหากสัมผัสนั้นรุนแรงเกินไป จีวอนเองต้องคอยยั้งตัวเองอยู่หลายครั้งเพื่อไม่ให้ฮันบอบช้ำ เขาอยากถนุถนอมเอาไว้ แต่ในวินาทีต่อมากลับอยากอยากบดขยี้เล็กตรงหน้าให้แหลกคามือ
ฮันบินปล่อยให้จีวอนตักตวงความสุขจากร่างของตนตามแต่ใจปรารถนา ครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับความสุขจนล้นอก สัมผัสของชายหนุ่มเกือบทำให้ร่างของฮันบินแหลกเป็นจุล จีวอนหลอมมันขึ้นมาใหม่และทำลายมันอีกครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลงเพลิดไปกับสัมผัสยามที่ร่างหนาปรนเปรอให้ ยอมเป็นหุ่นเชิดที่โดนชักนำทุกการเคลื่อนไหวอย่างไม่ประสาโดยดี สำหรับฮันบินแล้ว จีวอนได้ชีวิตเขาไปตั้งแต่คืนนั้นที่ไว้ชีวิต้ขาไว้ มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะปฏิเสธหากได้ทำให้ชายคนนี้มีความสุข
ยามได้ลิ้มรสกายบาง ปีศาจน้อยหวานหอมราวกับน้ำผึ้งป่าทุกหยาดหยดที่ดื่มด่ำ ร้อนรุ่มเหมือนไฟและทำให้เมามายได้ราวกับสุรารสเลิศ จีวอนต้องใช้ความพยามอย่างมากที่จะละเลียดบรรจงดื่มกินทีละน้อยจนหยดสุดท้ายด้วยกลัวว่าหากหนักมือเพียงนิด แก้วเจียระไนของตนอาจช้ำหรือบุบสลายขึ้นมาได้ แขนแกร่งตระกองกอดร่างบางของเด็กหนุ่มอย่างหวงแหน จ้องลึกลงในไข่มุกดำเม็ดงามที่มีเพียงตนสะท้อนอยู่ในนั้น
ก่อนได้เจอฮันบินจีวอนเป็นแค่คนธรรมดา คนเหลือเดนไม่มีอะไรดีที่ใช้ชีวิตด้วยการหายใจทิ้งไปอย่างไร้ความหวังใดๆจนกระทั่งได้พบกับอัญมณีล้ำค่า ฮันบินเป็นหนึ่งในสิ่งที่สวยงามที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา สมบัติเพียงชิ้นเดียวที่จีวอนเหลืออยู่และไม่อาจสูญเสียไปได้อีก สมบัติเพียงชิ้นเดียวที่จีวอนอยากรักษาไว้ไม่ว่าวิธีใดก็ตาม
ทว่าจีวอนไม่ใช่พระเจ้า
ไม่ใช่กระทั่งพ่อมดหรือผู้วิเศษที่จะมีอำนาจเปลี่ยนแปลงความจริงหรือห้ามสิ่งที่ชะตากำหนดได้
มันเกิดขึ้นในเย็นวันหนึ่งไม่ไกลจากบ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่
ระหว่างที่จีวอนบอกว่าตนไปดูกับดักสัตว์ที่อยู่ห่างออกไปไม่มาก ทิ้งให้เด็กหนุ่มเพลิดเพลินไปกับสิ่งรอบตัวเพียงลำพัง
เพียงแค่ไม่กี่อึดใจที่ละสายตา......
สายลมจากทิศเหนือได้นำพาบางสิ่งมายังใต้ต้นสนที่ปีศาจจิ้งจอกพำนักอยู่ ดวงหน้าเชิดขึ้นรับกลิ่นกายสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่ต้องปลายจมูก ใบหูไหวระริกเมื่อโสตสัมผัสรับรู้ถึงฝีเท้าของสิ่งมีชีวิตหนึ่งย่างเข้ามาใกล้
มนุษย์....
กลิ่นมนุษย์....ฮันบินคุ้นเคยดีเพียงแต่ครั้งนี้มนุษย์ที่ว่านั้นเป็นใครสักคนที่ไม่ใช่ทั้งจีวอนและจุนฮเว
จังหวะที่เหยียบย่ำลงบนพื้นนั้นแผ่วเบาจนแม้แต่ฮันบินที่มีสัมผัสที่ว่องไวกว่าจะรู้ตัวก็เข้ามาในระยะอันตราย ก้อนเนื้อในอกสูบฉีดโลหิตรุนแรง ดวงตากลมเบิกกว้างในขณะที่หมอบตัวราบลงกับพุ่มวิลโลว์หนาแห้งที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ ริมฝีปากของเขาแห้งผาก ความหวาดกลัวเพิ่มขึ้นทวีคูณทุกฝีเท้าที่สิ่งนั้นเข้ามาใกล้..
สองมือเกร็งแน่นประสานบนอกเฝ้าภาวนาถึงคนที่ไม่ได้อยู่ด้วยให้กลับมาในวินาทีใดวินาทีหนึ่งด้วยความหวัง
..จีวอน..
ท่านอยู่ไหน...
_______A
WOLF & A SHEEP_______
รอยเท้าบนพื้นหิมะสีขาวถูกแต่งแต้มไปด้วยสีของโลหิต แต่ละก้าวสะเปะสะปะไม่มีทิศทางในความมืดมิดของป่าทึบ มือขาวชุ่มไปด้วยของเหลวสีชาดสั่นพร่าปัดป่ายไปตามลำต้นแข็งกระด้างของสนใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุดเพื่อพยุงร่างตนไม่ให้ล้มลง
ฮันบินกำลังหลงทาง
'กริ๊ง กริ๊ง'
ความเย็นของโลหะบนข้อมือเรียกสายตาให้หันไปมอง กระพรวนสีเงินส่งเสียงไพเราะตามหน้าที่ของมันเหมือนกับความตั้งใจของคนที่เป็นคนให้เอาไว้
แต่เสียงนั้นคงเบาเกินไป จีวอนถึงไม่ได้ยิน..
ไหนว่าจะตามหาข้า
คนโกหก
เรียวขาทั้งสองอ่อนแรงหวาดหวั่นเมื่อเห็นแสงไฟสีส้มส่องสว่างจากเนินสูงไม่ไกล
แสงไฟจากคบเพลง เสียงสุนัขล่าเนื้อ
จากหนึ่งเป็นห้า จากห้าเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย ลุกวาวโชติช่วงดั่งทิวา
พวกมนุษย์รวมตัวกันมากขึ้นจากทุกทิศทางเพรยงเพื่อตามหาสิ่งเดียว..
ปีศาจจิ้งจอก
พวกนั้นคงพบร่างเขาแล้ว ผู้ชายร่างผอมผิวซีดกับดวงตาโหลเหมือนไร้ชีวิต กับอีกคนที่ตัวเล็กกว่า ฮันบินพวกเขาเจอก่อนหน้านี้ ลักษณะภายนอกบ่งบอกว่าทั้งสองเป็นในพรานจากหมู่บ้าน ชายแปลกหน้าคนหนึ่งพุ่งตัวออกจากพุ่มไม้พร้อมกับขวานในมือ ฮันบินวิ่งหนี พยายามกลับไปบ้านของจีวอนให้เร็วที่สุดแต่นายพรานว่องไวกว่า ฮันบินถูกต้อนให้ออกห่างจากสถานที่ที่คุ้นเคยไกลขึ้นเรื่อยๆ เสียงหอบสลับกับเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนานที่ได้ออกล่าของทั้งสองดังสลับกันไปมา ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนลับขอบฟ้า ระหว่างที่ฮันบินทรุดตัวลงด้วยความอ่อนแรง ชายแปลกหน้าก็กระโจนมาจากด้านหลัง
เสียงกรีดร้องลั่นของลมหายใจสุดสุดท้ายดังก้องหุบเขา ชายคนหนึ่งไหวตัวได้ทันและหนีไปยังหมู่บ้าน
แต่กับอีกคน ไม่ได้โชคดีอย่างนั้น
มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เหมือนกับคืนที่เขาเจอกับจีวอน
รูม่านตาเบิกกว่างเมื่อร่างทั้งร่างถูกยึดด้วยกรงเล็บแหลมคม เสียงร้องน่าสมเพชเหมือนสัตว์ถูกเชืดยามเส้นเลือดใหญ่ถูกฉีกกระชากด้วยคมเขี้ยวปีศาจร้าย
หนึ่งในสองสิ้นใจลงด้วยน้ำมือของเด็กชาย
ฮันบินไม่มีทางเลือก
เขาไม่เคยตั้งใจจะฆ่าใคร
เจ้าลูกแกะหวาดกลัวและสับสน มันถูกหมาป่าตัวอื่นไล่ต้อนออกจากถ้ำที่มันเคยอยู่ ไม่ว่าจะหนีไปทางไหนก็เจอแต่คมเขี้ยวที่พร้อมฉีกกระชากมันให้ตาย แกะน้อยร้องไห้ พยายามมองหาหมาป่าใจดีที่มันเคยอยู่ด้วย แต่หมาป่าทุกตัวไม่มีอะไรที่แตกต่างกันแม้แต่น้อย มันจึงเรียกหา น่าเศร้าท่ีเสียงที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงคำรามหมายเอาชีวิตของมัน
ฮันบินปล่อยให้เวลาทุกวินาทีผ่านไปโดยที่ได้แต่เรียกหาจีวอน ใช้แรงทั้งหมดในการซ่อนตัวหลบหนี แต่ยิ่งหนีไกลจากแสงคบเพลิงมนุษย์เท่าไหร่ความหวังที่จะเจอชายหนุ่มก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ เสียงของท้องฟ้าสีดำคำรามกึกก้อง ลมกรรโชกหนักเป็นสัญญาณของพายุที่กำลังตั้งเค้า หิมะตกหนักยิ่งทำให้ทัศนวิสัยเลวร้ายมากกว่าเดิม ปีศาจจิ้งจอกไม่ทันได้ระวังตัวในตอนที่เสียงแหวกอากาศของลูกดอกลูกหนึ่งพุ่งมาทางตน มันพลาดเป้าปักลงบนพื้นข้างๆเด็กชาย ห่างออกไปไม่ไกลในทิศที่ลูกศรถูกยิงมา ตรงข้ามกับแสงของคบเพลิงราวกับจงใจดักหนทางหนีฮันบินเอาไว้ พรานคนหนึ่งแยกตัวจากแสงไฟและคนอื่นๆ เดินตรงเข้าหาปีศาจจิ้งจอกช้าๆอย่างไร้ซึ่งความยำเกรง ไม่แม้จะซ่อนกายจากสายตาของสัตว์ร้ายที่จ้องมองมายังตนไม่ละสายตา
ยิ่งเข้าใกล้ฮันบินก็ยิ่งเห็นว่าย่างก้าวของอีกฝ่ายนั้นไม่ได้มั่งคงหรือแน่วแน่อะไร กลับกัน มันดูเหมือนจะอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงไม่ต่างกัน
เหมือนกับว่าพระเจ้าฟังคำอ้อนวอน ความดีใจล้นปรี่ขึ้นในอกเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าคือคนที่เฝ้าเรียกหามาตลอดทั้งคืน เด็กชายวิ่งทุลักทุเลหาร่างสูงหวังอ้อมกอดปลอบโยนแสนคิดถึง อยากได้ยินเสียงแหบทุ้มนั้นบอกว่าเขาจะไม่เป็นไรแล้วกุมมือเขาไว้เหมือนทุกครั้ง หากแต่สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของเด็กชาย
กลับเป็นคันธนูที่ง้างขึ้นสุดสายโดยมีปลายแหลมของลูกศรหันมายังตน
ทำไม..
"นี่ข้าเอง ฮันบิน ท่านจำข้าไม่ได้เหรอ"
เด็กชายฝืนยิ้มให้กับตลกร้ายกาจของพรานหนุ่ม กระพริบดวงตาถี่ไล่ม่านน้ำสีใสให้พ้นสายตา ใ้แขนเสื้อตนขึ้นเช็ดใบหน้าที่เปรอะเปื้อนโลหิตสีคล้ำออกแรงๆเพราะกลัวว่าอีกคนจะจำตนไม่ได้
"ข้าเอง จีวอนโง่..ข้าคือฮันบินของท่านอย่างไรล่ะ รีบลดศรนั่นลงสักที"
พูดทั้งที่รู้แก่ใจ
ไม่มีทางที่คนอย่างจีวอนจะจำคนผิด
ฮันบินเอ่ยประโยคเดิมอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือไม่อาจปิดบัง
เขาไม่เข้าใจเลย
นี่มันเกิดอะไรขึ้น...ทำไมจีวอนถึงไม่ยอมลดคันธนูนั่นลง
"แน่นอนข้ารู้ดี ฮันบิน""พวกเขาส่งข้ามา..""เพื่อฆ่าเจ้า"
นัยตาสีน้ำตาลคมกล้าจับจ้องแน่วแน่ไปยังเด็กชายเพื่อยืนยันความจริง
ฮันบินยืนค้างนิ่งอยู่กับที่เหมือนกับคนโง่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร คนตรงหน้าเป็นใคร
ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของลมและหิมะที่โหมพัดปีศาจจิ้งจอกราวกับได้ยินเสียงของหัวใจตนที่ปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ริมฝีปากสั่นระริกราวกับว่าเสียงกรีดร้องจะดังออกมาหากไม่มีมือของตนยกขึ้นปิดกลั้นเสียงนั้นไว้
มันไม่ต่างอะไรกับการที่ถูกผลักลงจากหน้าผา
เร็วเกินจะรับมือได้ทัน
แม้คำพูดสักคำก็พูดไม่ออก ฮันบินไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาควรรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่ได้ยิน เคียดแค้น เสียใจ หรือหวาดกลัว ไม่รู้เพราะสิ่งไหนกันแน่ที่ทำให้ขาทั้งสองข้างไร้เรี่ยงแรงจนแทบทรุดลงกับพื้น วินาทีนั้นเขาเห็นจีวอนใยนคันธนูออกจากมืออย่างไม่ใยดีก่อนจะถลามาประคองร่างของเขาไว้ไม่ให้ล้มลง แขนเรียวเล็กค้ำไหล่คนตัวโตกว่าไม่ให้เข้าใกล้แม้ตัวเองก็จวนเจียนจะล้มเต็มที ฮันบินไม่รู้อีกแล้วว่าการกระทำที่เป็นห่วงเป็นใยเหล่านั้นหมายถึงอะไรสำหรับจีวอนที่เขาเห็นในตอนนี้
เพราะอะไร
"ข้า..ข้าไม่เข้าใจ ..ข้ารักท่าน"
ปีศาจจิ้งจอกเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักแทบไม่ได้ศัพท์ แก้มนิ่มที่เคยมีสีเลือดฝาดซีดเผือด ริมฝีปากแห้งแตกเกรอะกรังไปด้วยคราบคาวเลือด นัยตาสีนิลที่เคยสุกสว่างน่าหลงไหลบัดนี้บวมช้ำหม่นหมองแทบไม่เหลือเค้าเดิม
ฮันบินไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง ที่ผ่านมาในโลกที่ว่างเปล่าของเขา จีวอนคือคนที่เดินเข้ามาดูแลถนุถนอมให้คำสัญญาต่างๆนาๆ สร้างปราสาทที่งดงามเหมือนเทพนิยาย บอกว่าตนจะเป็นองครักษ์แล้วฮันบินจะเป็นราชาเพียงองค์ดียวในอาณาจักรนั้น แต่แล้ว..
"เจ้ารักผิดคน"
ครืน
ปราสาทของฮันบิน พังทลายย่อยยับด้วยน้ำมือของคนที่กล่าวคำสัตย์ว่าจะปกป้องมันด้วยชีวิต
"จีวอน.."
ท่ามกลางซากปรักหักพังและบัลลังก์ที่กลายเป็นเศษซาก
พระราชาที่หายใจรวยรินบนพื้นเย็นเฉียบไม่เหลือสิ่งใดนอกจากความว่างเปล่า
มือบางชุ่มโลหิตทั้งสองข้างกำแน่นจนขึ้นข้อขาวยามเอ่ยชื่อชายตรงหน้า ยากลำบากแม้แค่เปล่งเสียงด้วยลำคอที่แห้งผาก คำตอบของจีวอนเรียบนิ่งชัดเจนบ่งบอกแล้วว่าทุกสิ่งที่ได้ยินคือความจริงที่ฮันบินต้องยอมรับให้ได้
"ข้าต้องทำ""พวกมันจับนางไว้..""..จีซู"
อีกครั้งที่ชื่อหญิงสาวที่ฮันบินคุ้นเคยถูกเอ่ยขึ้น แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกที จีวอนไม่ได้ละเมอ แต่กำลังเล่าเรื่องราวก่อนหน้าในชีวิตที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
"เรามีกันแค่สองคน จีซู น้องสาวคนเดียวของข้า ก่อนจะถูกเอาตัวไปเป็นทาสตั้งแต่ยังเล็กเพื่อชดใช้หนี้สินที่พ่อแม่ของเราทิ้งเอาไว้"
"นางเป็นสมบัติสุดท้ายของพวกท่านที่พอจะจ่ายให้เศรษฐีในเมืองพวกนั้นได้แทนเงินทองที่เราไม่มีปัญญาจะหา"
ข้ออ้างหรอ?
ฮันบินอยากให้มันเป็นแบบนั้นเพื่อที่เขาจะได้แก้แค้นจีวอนให้สาสมกับสิ่งที่ทำ
แต่เขารู้ว่ามันไม่ใช่
"ข้ายืนมองนางร้องให้ข้าช่วยตอนที่โดนลากตัวออกไปจากบ้าน"
จีวอนกำลังร้องไห้ จากข้างใน แม้จะไม่มีน้ำตา...ฮันบินเข้าใจทันทีกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
เขาสัมผัสได้ว่าจีวอนกำลังจะแตกสลายลงไปพร้อมๆกับเขาเพื่อผู้หญิงคนนั้น
"พวกมันรู้ว่าข้าจะหาเจ้าเจอฮันบิน""ข้าเสียใจ"
เหมือนกับเขาที่ต้องแตกสลายเพื่อจีวอน
ร่างสูงหยิบขวดแก้วเจียระไนเล็กๆออกจากเสื้อของตนภายในบรรจุด้วยของเหลวสีอำพันใสกลิ้งไหลไปมา ฮันบินรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร เด็กชายยังคงไม่คลายสะอื้นแม้ในตอนที่รับสิ่งนั้นไว้ในมือโดยมีจีวอนเฝ้ามองอยู่ไม่ห่าง
"ที่ผ่านมา..จีวอนเคย..เคยรักฮันบินบ้างไหม"
"........"
จีวอนไม่ได้ตอบแต่ฮันบินยังเฝ้ารอ จนเมื่อเวลาผ่านไป คำตอบของคำถามมีเพียงเสียงร่ำไห้ปานขาดใจจากเจ้าของคำถามเองเท่านั้นที่ดังสะท้อนในความมืด ฮันบินสะอื้นจนตัวโยน มีอ้อมกอดเย็นเฉียบของจีวอนโอบกอดเขาไว้โดยไม่ปริปากออกมาแม้แต่คำเดียว
กอดที่ปลอบใจให้เขายอมรับว่าฝันที่มีแต่ความสุขของเขาเป็นแค่วิมานในอากาศที่ไม่เคยมีอยู่จริง
"ทำไมคืนนั้นถึงไม่ฆ่าข้าซะ ท่านช่วยข้าเพื่ออะไร"
คำถามที่เหมือนดั่งความหวังเดียวเอ่ยออกจากปากเด็กหนุ่ม มันเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ฮันบินอยากยึดเอาไว้ว่าอย่างน้อยสำหรับจีวอน ตัวเขาเองยังพอมีความหมายอยู่บ้าง
"เพราะเจ้าเหมือนกับนาง"
ก่อนที่จีวอนจะทำลายมันไม่มีชิ้นดีด้วยคำสารภาพเพียงสั้นๆ
สุดท้ายพวกมนุษย์ก็ใจร้ายเหมือนกันหมด
กระทั่งจีวอนก็ไม่ต่างอะไรจากชายแปลกหน้าที่ฮันบินพบเมื่อก่อนพลบค่ำ โหดร้ายยิ่งกว่าที่ทำให้ฮันบินเหมือนตายทั้งๆที่ยังมีลมหายใจอยู่ด้วยการหักหลังอย่างเลือดเย็น
แต่ฮันบินก็ยังคงรักเพียงแค่จีวอน
เจ้าปีศาจจิ้งจอก หลงรักมนุษย์ใจร้ายผู้นี้มากยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก
รักจนให้ได้ทุกอย่าง
ริมฝีปากสั่นระริกเม้มแน่นกลั้นเสียงสะอื้น พยามแล้วสุดความสามารถแต่ก็ทำไมได้ ไม่อยากให้จีวอนมองกลับมาด้วยความสมเพช เขาใจไม่ต้องการการกระทำที่เกิดจากความสงสารของจีวอนอีกแล้ว
"ฮันบินเป็นของจีวอน ชีวิตของฮันบินที่จีวอนให้ก็เหมือนกัน""หากจีวอนต้องการมันคืน ฮันบินจะคืนให้"
ดวงจันทร์สีขาวนวลลอยขึ้นสูงท่ามกลางเมฆหมอกและพายุที่ก่อตัวขึ้น หิมะตกกระหน่ำไม่สามารถบดบังแสงจากคบเพลิงสว่างจ้าราวกับยามอรุณรุ่ง พวกมนุษย์กำลังใกล้เข้ามา
จีวอนไม่ปริปากพูดอะไรออกมาอีกเลยนับตั้งแต่เรื่องของจีซู ชายหนุ่มเฝ้ามองลูกปีศาจจิ้งจอกที่ตนเลี้ยงมากับมือด้วยแววตาที่ใครก็มิอาจล่วงรู้ความคิด เขามองมือบางสั่นเทากอบกุมมือของเขาไว้ ซุกใบหน้าลงอย่างออดอ้อนเหมือนที่ชอบทำมาตลอด ต่างกันก็ตรงที่ครั้งนี้ฝ่ามือของเขาเปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำตาที่ไหลอาบปรางสวย
"ที่ข้าร้อง ไม่ใช่เราะกลัวว่าจะต้องตายวันนี้ นายท่าน""ข้าร้องไห้กับสิ่งเดียวที่ข้าเสียใจ..."
"มันคือหัวใจท่านที่ชาตินี้ข้าคงไม่มีวันได้มันมา"
เสียงเอ่ยตัดพ้อนั้นเบาหวิวน่าใจหาย ปีศาจจิ้งจอกกดประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากร่างสูงแผ่วเบา จีวอนตอบรับสัมผัสนั้นด้วยความเต็มใจ นุ่มนวลอ่อนหวานเหมือนความฝันและขมปร่าด้วยรสของน้ำตาที่ไหลรินของเด็กหนุ่ม จีวอนจูบซับมันซำแล้วซ้ำเล่า ปีศาจน้อยป้อนจุมพิตหวานระคนขมให้นายพรานเนิ่นนานราวกับว่าพวกเขาจะอยู่ด้วยกันตลอดไป
ทั้งที่ต่างก็รู้ว่ามันไม่ใช่
"ลาก่อน"
คำสุดท้ายเอื้อนเอ่ยจากปากของเด็กชายก่อนที่จะดื่มของเหลวสีทองในขวดแก้วจนหมด
แทบไม่ต้องรอ ไม่มีแม้แต่เวลาให้ส่งเสียงใดๆ ร่างบางทรุดฮวบลงในอ้อมแขนแกร่งของชายหนุ่มเกือบจะทันทีที่พิษร้ายเริ่มออกฤทธิ์ ราวกับถูกน้ำกรดไฟกัดกร่อนตั้งแต่ลำคอไปจนถึงปอด ปวดร้าวเหมือนกับร่างทั้งร่างกำลังถูกฉีกออกจากกัน ลมหายใจหอบถี่กระชั้นติดขัดรุนแร เขาสำรอกลิ่มเลือดออกมา ฮันบินพยามอ้าปากออกเพื่อสูดอากาศแต่มันไร้ผล รู้สึกถึงแรงกอดรัดของจีวอนอย่างเลือนรางเมื่อแขนขาปัดป่ายอย่างไร้ทิศทางเพื่อหาหนทางกลุดพ้นจากความทรมาน
ช่วยด้วย
จีวอน..
ความตายช่างน่ากลัวเหลือเกิน
ฮันบินอยากบอกกับจีวอนทั้งหมดว่าเขากลัวมากแค่ไหน อยากบอกจีวอนให้ยกเลิกทุกอย่าง บอกว่าเขาไม่อยากตายและอยากเป็นคนที่อยู่กับจีวอนตลอดไปไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ทว่าเวลานี้ไม่มีอะไรที่เขาทำได้อีกแล้ว เขาได้ยินเสียงเลือดในกายสูบฉีดก้องในหู เสียงหัวใจของตนที่บีบตัวอย่างรุนแรงเหมือนจะระเบิด ก่อนที่มันจะคลายตัวเต้นช้าลงเรื่อยๆ พร้อมกันกับความทรมานที่กำลังจะสิ้นสุด
ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนเกินกว่าจะสามารถรับรู้ได้เช่นเดียวกับสติที่ใกล้หมดลง
ไม่ว่าจะเป็นพระความฝันหรือภาพหลอนใด
สิ่งสุดท้ายที่ฮันบินมองเห็นก่อนทุกอย่างจะดับมืดลง คือภาพของนัยตาสีน้ำตาลที่ตนหลงรักตั้งแต่วันแรกที่พบ ทอดมองมา...
ด้วยแววตาของคนที่ใจสลายแหลกลาญไม่ต่างจากตน
จุนฮเวมองภาพเหล่านั้นด้วยความเวทนาเกินกว่าจะสามารถพูดอะไรออกมาได้ เเ็กหนุ่มเป็นคนแรกที่มาถึงตัวทั้งสอง มองดูเหตุการณ์ตั้งแต่ที่ฮันบินล้มลงดิ้นทุรนทุรายในอ้อมกอดของจีวอนที่ร้องไห้เหมือนคนโง่ สิ้นคราบชายหนุ่มผู้เข้มแข็งห้าวหาญทร่เคยเป็นไม่เหลือชิ้นดี เฝ้าดูคนที่เปรียบเสมือนพี่ชายต่างสายเลือดของเขาพูดกล่อมปีศาจจิ้งจอกว่าจะไม่เป็นไรตอนที่อีกฝ่ายสำลักออกมาเป็นเลือดกองใหญ่ จีวอนลูบหน้าลูบผมของฮันบินตลอดเวลาอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งร่างเล็กแน่นิ่งไปก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย
"ปล่อยฮันบินเถอะพี่จีวอน มันจบแล้ว พวกเขากำลังมา"
จุนฮเวพูดขึ้นไม่ห่างจากจีวอนมากนักแต่จีวอนไม่คิดจะสนใจสิ่งที่ได้ยินแม้แต่น้อย ชายหนุ่มยังคงกอดร่างน้อยที่นอนแน่นิ่งไว้แนบอก โยกตัวไปมาคล้ายกับว่าอีกคนเพียงแค่นอนหลับแล้วจะตื่นขึ้นในยามเช้าของอีกวัน
"ข้ารักเจ้าฮันบิน..รักแค่เจ้าคนเดียว"
พึมพำอยู่แบบนั้นกับร่างที่ไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกแล้ว ในที่สุดจุนฮเวก็ไม่สามารถทนมองมันได้อีก เด็กหนุ่มเบือนหน้าหนีไปอีกทางนั่งรอจนกระทั้งคนอื่นๆมาถึง
มนุษย์เห็นแก่ตัวที่มีหน้าเรียกคนอื่นว่าปีศาจ เขาไม่แปลกใจสักนิดหากจีวอนจะลุกขึ้นไล่ฆ่าพวกนั้นจนหมด
แทบไม่มีใครเอ่ยถามด้วยซ้ำว่าฮันบินเป็นใคร ก็แค่ดูให้แน่ใจว่าตัวเองจะปลอดภัยจากสัตว์ร้ายที่เข้ามาใกล้หมู่บ้านของตน สบถสาปแช่งใส่จีวอนคนทรยศที่ตระกองกอดร่างจิ้งจอกไว้ไม่ห่างอย่างเดียดฉันท์ก่อนจะเดินจากไปจนในที่สุดก็เหลือแค่จุนฮเวเช่นเดิม
"เขาร้องขอให้ข้าช่วยจุนฮเว"
จีวอนพูดขึ้นทั้งที่ดวงตายังไม่ละจากดวงหน้างดงาม
"ข้าได้ยิน ฮันบินร้องขอให้ข้าช่วยตอนที่กินยานั่นเข้าไป"" ข้ายื่นมันให้ฮันบินด้วยมือของข้าเอง"
ผู้ชายที่จุนฮเวกำลังมองอยู่ ไม่เหลือเค้าโครงของจีวอนคนเดิมที่เขาเคยรู้จักอีกแล้วทั้งความห้าวหาญความเข้มแข็ง ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือในร่างของจีวอนที่พ่ายแพ้คนนี้ ดวงตาแดงก่ำเหม่อลอย มือหยาบกร้านที่เคยจับอาวุธมากมายสั่นระริกยามใช้ผ้าเช็ดมความสะอาดใบหน้าของฮันบินโดยที่ริมฝีปากพร่ำพูดถึงแต่เรื่องเดิมซ้ำไปมาราวเสียสติ
"ข้าไม่กล้าพูดอะไรด้วยซ้ำตอนที่ฮันบินถามว่าข้ารู้สึกอย่างไร"
ไม่กล้าแม้แต่จะพูดว่ารักเพราะกลัวว่าหากพูดอะไรออกไปสักคำ สิ่งที่พูดก็คงไม่พ้นการล้มเลิกแผนการทั้งหมดและผู้เป็นน้องจะมีภัยได้
จีวอนรักฮันบิน
แต่จีซูคือน้องสาวแท้ๆ
"ข้ารักและนับถือท่านเหมือนพี่ชายแท้ๆ แต่ข้าจะไม่โกหก"
"....."
"ท่านมันปีศาจจีวอน ฮันบินไม่ควรรักคนอย่างท่าน"
จุนฮเวพูดออกไปตามที่คิด เขาไม่ได้โกรธหรือเกลียดกับสิ่งที่จีวอนทำ รู้ว่าจีวอนคงจะหนีไปกับฮันบินถ้าไม่มีจีซู จีวอนไม่มีทางเลือกมากนัก เขาก็เพียงแค่คิดว่าสิ่งที่ฮันบินได้รับกลับมาจากการรักจีวอนไม่มีอะไรคุ้มค่าเลยสักนิด
ร่างสูงของเด็กหนุ่มย่อตัวนั่งลงข้างๆพี่และน้องต่างสายเลือดทั้งสองหลังจากก่อกองไฟเสร็จ ทุกคนจากไปแล้ว มีเพียงเสียงฟืนที่ลุกไหม้แตกดังเปรี๊ยๆทำลายความเงียบระหว่างพวกเขา พายุได้เคลื่อนตัวผ่านไปในที่สุดและจุนฮเวเองก็ไม่ใช่คนรีบร้อนอะไร จีวอนไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยมือจากฮันบินง่ายๆเด็กหนุ่มจึงตั้งใจว่าจะให้เวลาทั้งสองจนถึงรุ่งสางก่อนออกเดินทาง
"ท่านจะได้ชดใช้กับสิ่งที่ทำอย่าห่วงเลยพี่ชาย"
_______A
WOLF & A SHEEP_______
จริงอย่างที่จุนฮเวบอก ทุกวันที่ไม่มีฮันบินทุกทรมานไม่ต่างจากตกนรกบนดิน แม่ในตอนนี้จะมีจีซูอยู่ข้างกายและเวลาได้ล่วงผ่านมานานนับปี ไม่มีวันไหนที่จีวอนจะนอนหลับลงได้สนิทโดยไม่ฝันถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น
นอกจากน้องสาว จุนฮเวคือคนเดียวที่จีวอนไว้ใจมากที่สุด เด็กหนุ่มได้ทำตามสัญญาที่ตกลงเอาไว้ตั้งแต่แรกที่รับคำจีวอนจะไม่มีวันได้เห็นฮันบินอีกนับแต่นั้น
ฮันบินจะตื่นขึ้นมาโดยที่ไม่รับรู้ว่ามีเขาอยู่บนโลกอีกต่อไป
ยาที่ฮันบินดื่มไม่ใช่ยาพิษที่จะฆ่าคนที่ดื่ม มันมีไว้สำหรับฆ่าจีวอนต่างหาก จุนฮเวบอกเรื่องนี้กับเขาไม่นานก่อนจะพบตัวฮันบินในป่า ในระยะเวลาสั้นๆ พวกเขาไม่มีโอกาสมากนักในการช่วยฮันบินจากความบ้าคลั่งของชาวบ้านนอกจากดื่มยาขวดนั้นซะ
ยาลบความทรงจำที่มีฤทธิ์ทำให้ผู้ดื่มเสมือนตายชั่วขณะ แน่นอนว่าทันที่ที่รู้ผลของยาคำปฏิเสธคือสิ่งแรกที่ออกจากปากของจีวอน จุนฮเวไม่แปลกใจนัก มันไม่ได้ฆ่าฮันบิน เป็นจีวอนต่างหากที่ต้องรับผลของมันโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่มีอะไรรับรองว่าฤทธิ์ของยาจะไม่ผิดพลาดจีวอนจะไม่มีวันยอมฆ่าฮันบินที่เขาเลี้ยงดูมากับมือ
ชายหนุ่มต้องกลายเป็นคนที่ต้องทรยศในสายตาของฮันบิน วินาทีที่มองเห็นความผิดหวังในดวงตาของร่างบางเอ่อล้นออกมาตอนที่เขาพูดถึงจีซูและล้มลงอย่างคนใจสลาย ยืนมองพระราชาและปราสาทที่สร้างภินท์พังลงไปด้วยมือตัวเอง
แค่เขาคนเดียวที่ยังอยู่....
สำหรับจีวอนมันทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น แต่ทั้งเขาและจุนฮเวต่างก็รู้ดีว่าฮันบินจะไม่ยอมดื่มยานั้นเด็ดขาดหากรู้ว่าตนจะต้องตื่นมาโดยไม่มีความทรงจำใดๆหลงเหลือ เพราะอย่างนั้นเมื่อวินาทีสุดท้ายมาถึง ในที่สุดจีวอนก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้
ยามรุ่งสาง จุนฮเวให้เขาได้อยู่กับฮันบินเป็นครั้งสุดท้ายก่อนทั้งสองคนจะจากไปใต้แสงอาทิตย์ ชายหนุ่มไม่เห็นเด็กสองคนนั้นอีกเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ไม่มีจดหมาย
ไม่มีข่าว
สลายไปราวกับหมอกยามเช้าเมื่อถูกแสงอาทิตย์สาดส่อง
หมาป่าได้ละทิ้งจากฝูง เขี้ยวของมันไม่คมเหมือนก่อน ดวงตาไม่ดีเช่นครั้งยังหนุ่ม การออกล่าส่วนใหญ่มันกลายเป็นฝ่ายพลาดพลั้ง ทุกสิ่งเปลี่ยนเปลงไม่ตามวันและเวลา เว้นก็แต่ความคิดถึงของมันที่มีต่อลูกแกะในทุกวันที่มันหายใจ
ขายาวก้าวไปตามถนนเล็กๆเพื่อมุงหน้าไปยังจุดหมายเดิมเหมือนในทุกๆวัน ผู้คนที่เดินสวนไปมาและบ้านเรือนเริ่มหนาตาขึ้นเมื่อเข้าใกล้เขตชุมชน ความร้อนจากดวงอาทิตย์ยามบ่ายทำให้จีวอนต้องขยับคอเสื้อออกเพื่อระบายความร้อนจากร่างกาย ร่างสูงตัดสินใจเอนกายพักลงใต้ร่มไม้ใหญ่ริมลำธารเล็กๆ วางหอบของสัมภาระที่ถูกน้องสาวตัวดีไหว้วานไปเอาไว้ข้างกาย ปล่อยให้สายลมพัดพากลิ่นของลำธารและทุ่งหญ้าผ่านร่างกาย มองดูว่าวกระดาษของเด็กชายหญิงจากหมู่บ้านกลุ่มหนึ่งลอยเอ่ยหยอกล้อกับหมู่เมฆ เขาไม่ได้หนุ่มแน่นเหมือนก่อนอีกแล้ว อายุของเขามากขึ้นและอากาศที่นี่ก็แตกต่างจากที่ที่เขาจากมาเกือบจะเรียกได้ว่าตรงข้าม ผ่านไปหลายหลังจากหลังเหตุการณ์คืนนั้น ในที่สุดจีวอนก็ไถ่ตัวซูจีออกมาได้สำเร็จ พวกเขาเป็นอิสระจากโซ่ตรวนและไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะตัดสินใจจากสถานที่อันเป็นบ้านเกิดของตนมาโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับไปมอง
สองพี่น้องตัดสินใจจะอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ชุมชนเล็กบนทุ่งราบที่แสงมีอาทิตย์สาดส่องตลอดฤดูร้อนอันอบอุ่น ดอกไม้หลากสีแบ่งบานออกช่อตามฤดูกาล ซูจีใช้ความรู้เรื่องจักสานที่ติดตัวมาในการทำอาชีพค้าขายในตลาดเล็กๆจีวอนยังคงล่าสัตว์บ้างเป็นครั้งคราวแต่เวลาส่วนใหญ่มักหมดไปกับการเทียวไปเทียวกลับช่วยผู้เป็นน้อง
จีวอนคิดอะไรไปเรื่องเปื่อยทั้งเรื่องของตนและน้องสาว ไปจนถึงผู้คนมากมายที่เคยพบหน้าและจากมา คิดถึงจุนฮเวที่ตอนนี้คงจะเป็นหนุ่มฉกรรจ์รูปร่างดีตามที่เจ้าตัวชอบพูดบ่อยๆไปแล้วจริงๆ คิดถึงฮันบิน...
คนที่ไม่เคยมีสักวินาทีที่ไม่คิดถึง
จะเป็นอย่างไรบ้าง..
สบายดีไหม...อาจกำลังเศร้าใจหรืออาจจะกำลังมีความสุขอยู่ไหนสักแห่งไม่ไกลเกินขอบฟ้สีทองที่เขามองอยู่นี้
นิทานเรื่องนี้จะจบลงอีกในไม่ช้า แต่ก่อนจากกัน..
ข้าน้อยมีความลับบางอย่างจะบอกท่าน
ในที่สุดความคิดที่เตลิดไปไกลกับลมเย็นๆก็ทำให้จีวอนผลอยหลับ เขารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งตอนที่มีบ่างสิ่งลอยมากระทบกับตัว
ว่าวปักเป้ากระดาษตัวหนึ่งตกลงจากตักของเขาตอนที่ยันตัวลุกขึ้น จีวอนเก็บมันขึ้นมา อดขำเบาๆไม่ได้ที่สังเกตเห็นว่าสภาพของมันเป็นอย่างไร กระดาษเปื่อยยับยู่ยี่ ไม้ที่ใช้เป็นโครงก็หนาและถูกเหลาจนบิ่นเป็นช่วงๆไม่น่าเล่นได้ ดูท่าคนที่ทำมันขึ้นมาคงหัดทำได้ไม่นานเป็นแน่
ท่านรู้หรือไม่ หมาป่ามักหูไวเสมอ
'กริ๊ง กริ๊ง’
"อภัยให้ข้าด้วยเถิดนายท่าน"
"ว่าวนั่นเป็นของข้าเอง พี่ชายหัวทึบของข้าเพิ่งหัดทำให้ข้าเมื่อวานก่อน มิตั้งจะให้ตกโดนท่าน"
เสียงใสของเจ้าของว่าวกระดาษเอ่ยขึ้นเรียกให้จีวอนหันไปมอง
เจ้าของว่าวกระชับผ้าคลุมศรีษะของตนด้วยความระมัดระวัง น่าเสียดายที่แสงแดดสว่างจ้าย้อนจากด้านหลังทำให้จีวอนไม่สามารถมองเห็นใบหน้าใต้ผ้าคลุมได้ชัด
แต่กระนั้นก้อนเนื้อในอกกลับเต้นถี่อย่างลิงโลดเหมือนหนุ่มสาวแรกรุ่นพบรัก
'กริ๊ง กริ๊ง'
จีวอนไม่มีวันลืม
เสียงของกระพรวนเงินที่ข้อมือซ้ายของเจ้าของว่าวนั้น
ราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ที่เขาเป็นคนใส่มันให้เองกับมือ
END
--------------------------
มาถึงตรงนี้ ขอถอนหายใจยาวๆค่ะ เหนื่อยมากกว่าจะเข็นจนจบ มันดูเป็นOSที่เกือบจะเป็น one long shotอยู่แล้วเนอะ ที่จริงเราจะแบ่งลงเป็นสองตอนค่ะ แต่ว่ากลัวคนอ่านไม่อินแล้วไหวตัวทันตอนสองเป็นหมันงี้ อิอิ แล้วก็กลัวอารมณ์มันขาดด้วยค่ะ พอจะแต่งฟิคยาวก็กลัวแต่งไม่จบอีก มันเลยเป็นฟิคสั้นที่เราแต่งนานมากๆๆๆๆๆๆๆ ตั้งแต่ต้นปีเพราะคิดไว้ว่าจะลงช่วงปีใหม่งี้ เห็นได้จากบรยากาศหนาวๆในเรื่องเนอะ เลยมานานเลย พลอตนี้เราแต่งใหม่เกือบห้าครั้งค่ะ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายแบบ เพราะฉะนั้นใครอ่านแล้วอารมณือาจจะไม่ต่อเนื่องต้องขอโทษด้วยมากๆนะคะ เพราะแม้แต่เราเองตอนแต่งก็ยังรู้ตัวเลย เสียใจTT อีกอย่างคือแนวนี้ไม่เคยแต่งด้วย ยากมาก ไม่รู้ทำไมถึงคิดมาเป็นผลอตแบบนี้ คือชอบอ่านแต่ไม่มีคนแต่งเลยลองแต่งเองซะเลย ภาษาวกไปวนมาเกืแบไปไม่รอด คิดว่า(อาจจะ)ลาแล้วค่ะกับพีเรียดอะไรแบบนี้ ยังไงก็แล้วแต่เราขอบคุณทุกคนมากๆๆๆๆๆๆๆนะคะที่เข้ามาอ่าน โดยเฉพาะคนที่อ่านจบไม่เบื่อหนีไปซะก่อน
อ้อ ขอนอกเรื่องนิดนึง ไหนๆก็ไหนๆ แสดงความยินดีกับน้องจีซูแขกรับเชิญของเราและเพื่อนๆด้วยนะคะ ได้เดบิวต์แล้ว ><
เรามีพลอตอีกเป็นร้อยที่อยากแต่งอีกทั้งสั้นทั้งยาว ถ้ายังหาเวลาได้ก็จะมาลงไว้เรื่อยๆค่ะตราบใดที่ยังรักเรือลำนี้ ใครรักใครชอบก็ขอฝากผลงานในอนาคตด้วยนะคะ สำหรับเรื่องนี้ของฝากแท็กฝากติชมฝากตรวจคำผิดด้วยนะคะ มีอะไรคุยกันได้ในทวิตเลยเน้อ ^3
