Chapter1
"..จะเป็นเช่นสัตย์สาบาน...."
"......"
".....ไม่เปลี่ยนแปลง.......ชั่วนิรันดร์..."
สุรเสียงแว่วขาดห้วงในม่านหมอกสีดำขมุกขมัวไม่อาจต่อเติมความสมบูรณ์แก่ประโยคที่ได้ยินแม้จะพยายามฟังมากเท่าไร พิจมองในละอองเถ้าถ่าน กายสูงเลือนรางเบื้องหน้าเอ่ยถ้อยคำน่าฉงนแก่เขา
ราวกับกระซิบใกล้เพียงแค่ใบหู ทว่ากลับน่าหงุดหงิดใจที่ไม่สามารถจับใจความนั้นได้
เพียงครู่ ภาพนั้นได้อันตรธานหายไปเหลือทิ้งไว้แต่ความมืดมิดที่รายล้อมและเสียงสะอื้นไห้ของใครอีกคน..
"อยู่ไหน.."
"ท่านอยู่ที่ไหน.."
ในครั้งนี้ชัดเจนราวกับตัวเองที่พูดมันออกมา
ไม่ใช่..
เป็นเขาเองต่างหากที่เปล่งเสียงนั้น
"ได้โปรด..ออกมา"
"...จีวอน..."
จีวอน
จีวอนงั้นหรอ
ใครกัน....
เสียงเพรียกนั้นสั่นพร่า รับรู้ได้ถึงความชื้นจากหยาดน้ำที่ไหลรินผ่านพวงแก้มทั้งสอง
ตัวเขาเอง กำลังร้องไห้..เว้าวอนต่อความมืดที่เงียบงัน
ยิ่งนานเท่าไหร่ความสิ้นหวังที่สัมผัสได้นั้นแทบจะทำให้เขาต้องกรีดร้องออกมาจนสุดเสียง แต่แล้วฉับพลัน ทุกอย่างกลับกลายเป็นสีแดงฉานของเปลวเพลิงที่โหมไหม้ เสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของผู้คนดังขึ้นจากทุกทิศทาง ผู้ชายผู้หญิง แม้กระทั่งเด็ก เนิ่นนานและไม่มีทีท่าจะหยุดลง
หากแต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายต้องเย็นเฉียบคือเสียงกัมปนาทของบางสิ่งที่ทำให้แม้แต่แผ่นดินสั่นสะเทือน ในตอนแรกเขาคิดว่ามันคือเสียงของสัตว์ร้ายอย่างหมีหรือสิงโต
แต่แล้วเมื่อตั้งใจฟังสิ่งนั้นไม่เพียงแต่คำราม
มันกำลังพูด..
"...ข้าเกลียด..เกลียดพวกมันทั้งหมด..."
"ข้าสาบาน...พวกมันทุกคนต้องชดใช้"
ไม่ใช่เพียงเพราะความโกรธแค้น ท่ามกลางเปลวไฟที่ผลาญทุกสิ่งเป็นจุล ลึกลงไปในเพลิงแห่งโทสะพร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้
เขาสัมผัสได้ว่าอสูรร้ายตนนั้นกำลังโศกเศร้า ร่ำไห้ สาปแช่งไม่ว่าใครก็ตามที่ทำให้มันต้องเจ็บปวด คร่ำครวญหาถึงบางสิ่งที่สูญเสียไปอย่างไม่มีวันกลับคืน..
คิม ฮันบินลืมตาขึ้นในความมืดบนเตียงของตัวเอง จ้องมองฝ้าเพดานอัพชื้นที่ว่างเปล่าของห้องครัวใต้ดิน เด็กหนุ่มหอบหายใจถี่ ใบหน้าเหนอะหนะจากคราบน้ำตาและชุดนอนชุ่มเหงื่อแม้อากาศภายนอกติดลบ แสงสลัวจากช่องอากาศเหนือหัวนอนที่ทะลุกับถนนด้านบนทำให้มองเห็นตัวเลขบนหน้าปัดที่เขรอะฝุ่นของนาฬิกาข้างหัวเตียง
00:06
พอดิบพอดีเหมือนทุกครั้ง เขาสายนิดหน่อยสำหรับChristmas Eveปีนี้ จะว่าไปแล้ว นอกจากอากาศที่หนาวขึ้นกว่าเดิมและอายุที่ย่างเข้าสู่ปีที่12มาไม่กี่เดือน มันก็ไม่ได้ต่างกับปีก่อนหน้ามากมายนัก ห้องนอนของฮันบินยังคงเป็นครัวสกปรกของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า'The Little Sun'เตียงเก่าส่งเสียงเอียดอาดหลังเดิมกับวันแรกที่ก้าวเข้ามา ฝันของฮันบินก็ยังคงเหมือนเดิม เช่นเดียวกันกับทุกคืน ความหมายของมันน่ะหรือ? แน่นอนว่าเขาเองก็ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเหมือนเคย
เด็กชายซี๊ดปากออกมาเพราะความปวดแสบปวดร้อนที่สีข้างด้านขวาของตัวเอง มือผอมเก้งก้างรั้งเสื้อตนเองขึ้นเผยให้เห็นรอยแต้มสำน้ำตาลจางๆที่ผิวหนังโดยรอบขึ้นสีแดงราวถูกของร้อน
มันเกิดขึ้นเช่นนี้ทุกคืนหลังจากความฝัน
"ปานรูปปีกเทวดา ฮันบินของแม่เป็นเด็กที่โชคดีมากเลยรู้ไหม"
ริมฝีปากอิ่มกระตุกขึ้นเล็กน้อย น่าขันที่เขายังคงไม่ลืมประโยคงมงายไร้สาระนี้เสียที น้ำเสียงยามหญิงผู้เป็นแม่เอ่ยบอกกับเขาแม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายปี ครั้งสุดท้ายที่ฮันบินได้ยินเสียงของเธอ คือคืนที่เหมือนเช่นกับนี้เมื่อ4ปีก่อน เสียงของแม่ที่สั่นเครือตะโกนบอกให้เขาวิ่งจากมา หันหลังให้กับบุพการีทั้งสองและบ้านทั้งหลังที่แปรเปลี่ยนสภาพเป็นกอนฟืนขนาดใหญ่ในคืนก่อนวันคริสต์มาส ทางออกถูกปิดด้วยท่อนฟืนสีแดง เขม่าควันอบอวลจนหายใจไมออก ก่อนที่สติสุดท้ายจะดับวูบไป เสี้ยววินาทีหนึ่งเด็กชายคิดว่าเขาเห็นใครบางคนจ้องมองเขาอยู่จากประตูที่กำลังมอดไหม้ เด็กน้อยร้องให้ขอความช่วยเหลือ แต่แล้วร่างนั้นก็หายไปเช่นเดียวกับกลุ่มควันรอบกาย
ทุกอย่างยังแจ่มชัดในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน กลิ่นขี้เถ้ายังคงติดจมูก แสงเจิดจ้าของเปลวไฟยังคงทำให้แสบตากระทั่งปัจจุบัน สิ่งเดียวที่ลางเลือนเหลือเกินสำหรับฮันบินคือความจุดหมายการมีชีวิตในวันต่อไป
"ฮันบิน ฮันบินนอนหรือยังน่ะ"
เป็นเด็กชายร่างเล็กที่เปิดประตูเข้ามาโดยไม่มีการเคาะอนุญาตใดๆ ดวงตาเรียวเล็กแทบปิดสนิทยามเจ้าตัวฉีกยิ้มกว้าง ผมสีน้ำตาลอ่อนสะบัดไหวไปมายามเจ้าตัวกระโดดโหยงเหยงมาที่ฮันบินพร้อมกับหอบผ้าส่งกลิ่นกลิ่นหอมกรุ่น
ขนมปังที่ถูกเตรียมไว้สำหรับวันคริสต์มาสหมกตัวซ้อนกันอยู่ในหอผ้าสีตุ่นยังคงรักษาไอร้อนของมันได้ดี พอเดาได้ว่ามันคงเพิ่งถูกนำออกจากเตาอบได้ไม่นานนัก
"คนอื่นๆยังไม่กลับงั้นหรอ"
ฮันบินเอ่ยถามขณะหันหลังให้แขกของห้อง มือสองข้างสาละวันอยู่กับการมัดเศษผ้าผืนเล็กปิดทับดวงตาข้างขวาของตน แม้ว่าเขาและดงฮยอกจะเป็นเพื่อนที่สนิทกันที่สุดในสถานที่แห่งนี้แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฮันบินจะอยากให้เด็กชายมาสนใจกับร่างกายที่บกพร่องของตน
ใช่..นอกจากจะสูญเสียพ่อและแม่แล้ว ดวงตาข้างขวาของฮันบินก็ยังสูญเสียความสามารถในการมองเห็นตั้งแต่เกิดเช่นกัน เพราะอย่างนั้นนอกจากผู้ให้กำเนิดของเด็กชายจึงไม่ค่อยมีใครเคยเห็นตาข้างขวาของเขาเท่าไรนัก
จะมีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้ เด็กน้อยผู้มีบาดแผลที่ดวงตาข้างขวา กลับเป็นคนเดียวที่เหลือรอดท่ามกลางเถ้าท่านในคืนอันศักดิ์สิทธิ์ ซ้ำยังบอกใครต่อใครว่าในคืนนั้นไม่ได้มีตนเพียงผู้เดียวในเหตุการณ์ ในผลลัพธ์ที่ตามมาหลังจากนั้นจึงทำให้ฮันบินถูกชาวบ้านมองว่าเป็นตัวโชคร้ายในรูปแบบที่เดินสองขา บ้างก็ว่าปิศาจทำสัญลักณ์เอาไว้ บ้างก็ว่าโดนสาป สาวกปีศาจหรือกระทั้งภูติผี และมันรุนแรงมากขึ้นหลังจากเหตุการณ์น่าเศร้าเมื่อ4ปีที่แล้ว
ดงฮยอกเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เลือกจะเมินgฉยต่อคำพูดเหล่านั้น
"ทุกคนยังอยู่ที่โบสถ์ฉันเลยแอบออกมาก่อน กะแล้วว่าทีห้องอาหารต้องมีของดี นี่ล่ะปาฏิหาริย์คริสต์มาสที่แท้จริง"
ปาฏิหาริย์หรอ..
ใช่สิ เพราะคนที่นี่เชื่อเรื่องปาฏิหาริย์และพรแห่งคริสต์มาส เวลานี้ทุกคนจึงรวมตัวกันอยู่ที่โบสถ์เพื่ออะไรแบบนั้น ร้องเพลง สวดสรรเสริญต่อพระเจ้า เหมือนกับพ่อแม่ เหมือนกับตัวเขาเองเมื่อหลายปีก่อนทุกอย่างจะพังลง
ในวันทีฮันบินอ้อนวอนต่อพระเจ้าและต้องพระองค์ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ตอนนั้นจึงได้รู้
ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง
"ดงฮยอกนายมัวทำอะไรอยู่ที่นี่.."
อีกครั้งที่ประตูห้องครัวถูกเปิดออกโดยแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ เด็กชายร่างสูงอีกคนปรากฎตัวขึ้นหลังกรอบประตูไม้ ใบหน้าผอมซูบชะงักเล็กน้อยก่อนจะร้องอ่อเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อเห็นว่าดงฮยอกอยู่กับใคร
"มินคยองกำลังตรวจรายชื่อทุกคนอยู่ข้างบน เผื่อนายไม่อยากถูกไล่ไปนอนที่ระเบียงหรือนอนกับเพื่อนของนาย"
อิมชางจินเหยีดริมฝีปากขึ้นเล็กน้อยยามปรายตามอง'เพื่อน'ของดงฮยอกที่ว่า
"พรคริสต์มาสของนายอาจเป็นคำสาปแทนก็ได้"
เหมือนกับทุกคนที่นี่ ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้กับตัวนำโชคร้ายนานนัก เด็กชายพูดเพียงไม่กี่คำก็พาร่างสูงเก้งก้างของตนเองออกไป
ดงฮยอกหันมายิ้มจนตาปิดแล้วบอกว่าอย่าถือสากับคำพูดเหล่านั้น ฮันบินจึงเปลี่ยนให้บทสนทนาที่เหลือเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเรื่องของชางจินที่พวกเขาจะไม่มีวันให้หมอนั่นมาได้ยินเด็ดขาด
"ฝันดีฮันบินMerry Christmas"
ดงฮยอกรีบยัดขนมปังคริสต์มาสชิ้นสุดท้ายเข้าปากจนหมดก่อนที่จะโบกมือให้
ฮันบินมองประตูห้องครัวปิดลงอีกครั้ง นึกถึงเพื่อนสนิทที่ออกไปอย่างเร่งรีบเพราะกลัวว่าจะกลับไปที่เตียงไม่ทันก่อนถูกเรียกชื่อ คุณนายมินคยองจะไม่มีวันละเว้นเด็กคนไหนที่หนีออกจากเตียง เด็กทุกคนจะพบว่าตนเองต้องลงเอยที่ห้องเก็บไม้กวาดหนึ่งวันหนึ่งคืนหากทำให้หล่อนไม่พอใจ
เว้นก็แต่ฮันบิน
ไม่ใช่ว่าเพราะคุณนายมินคยองโปรดปรานเขาเป็นพิเศษ เพียงแต่ว่าฮันบินเป็นคนเดียวที่ทำให้หล่อนไม่พอใจตลอดเวลาอยู่แล้วต่างหาก เห็นได้ชัดจากถังน้ำและผ้าขี้ริ้วที่ถูกโยนใส่หน้าแทนของขวัญคริสต์มาสในเช้าวันต่อมา
คริสต์มาสก็คือคริสต์มาส ฮันบินปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงเพลงSanta Claus is coming to townที่ดังมาเป็นระยะจากวิทยุเครื่องเก่าในห้องโถงและไฟประดับดวงเล็กๆนั้นทำให้การถูระเบียงของเขาสนุกขึ้นไม่น้อย
คุณนายคยองมินและผู้ช่วยยอมลดหย่อนผ่อนโทษหลายอย่างลงเป็นโอกาสเฉพาะนอกจากนี้เศรษฐีผู้มีอันจะกินในเมืองจำนวนหนึ่งสบายใจกับการเฉลิมฉลองด้วยการบริจาคขนมและเสื้อผ้าให้กับเด็กกำพร้า
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่เด็กทั้งบ้านจะคึกคักมากเป็นพิเศษในวันนี้
ฮันบินก้มลงเก็บกระดาษห่อลูกกวาดบนพื้นที่เขาคิดว่าคงเป็นแผ่นที่ห้าร้อยพอดีของวันอย่างอืดอาดเพราะขนมผิงและคุกกี้ที่เต็มท้อง
เสียงอึกทึกทั้งหลายเงียบลงหลังจากทุกคนหมดเรี่ยวแรงส่วนใหญ่ไปกับความสนุกสนานในครึ่งวันแรก
มีแค่ฮันบิน ดงฮยอกและเด็กชายอีกคนที่ชื่อแฮซลกำลังปั้นตุ๊กตาหิมะกันอยู่ด้านนอก บนหัวมีหมวกแหลมสีแดงประดับลูกกระพรวนส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งยามกระโดดไปมา
ทั้งสองคนกวักมือเรียกเมื่อเห็นฮันบินแต่เขาปฏิเสธ
ตอนนี้เปลือกตาของเขาหนักมากพอๆกับถุงผ้าของซานตาคลอสเห็นจะได้ อีกอย่าง พวกเขาสามคนยังต้องเก็บแรงสำหรับบางสิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าปั้นตุ๊กตาหิมะมาก
'ดอกไม้ไฟหรอ'
'ต้นคริมต์มาสยัก'
'แล้วก็ลานน้ำแข็ง'
'ไม่มีทาง ยายอ้วนมินคยองจะต้องลากคอเรากลับมาได้ก่อนจะพ้นประตูรั้วด้วยซ้ำ'
'แต่นี่คริสต์มาส ไม่เอาน่า พวกนายคงไม่คิดจะใช้ทั้งชีวิตที่เหลือมองประตูรั้วนั่นหรอกใช่ไหม'
ใช่ ทั้งฮันบินและดงฮยอกเห็นด้วยกับที่แฮซลพูด
เพราะอย่างนั้น เด็กชายจึงเลือกนอนเอาแรงเสียตั้งแต่ตอนนี้ ทางลงบนไดห้องครัวอยู่ด้านในและไม่มีคนเดินพลุกพล่านจึงเป็นตัวเลือกที่ฮันบินนึกถึง
ขาคู่เล็กพาเจ้าของร่างมายังจุดหมายหวังจะพักผ่อนก่อนอาหารมื้อเย็นมาถึง หากแต่เมื่อเดินเข้าใกล้
ฮันบินพบว่าได้มีใครบางคนอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว
"..อย่าให้มันกลับมาที่นี่ได้อีกก็พอ
จะพากันเดือดร้อนไปหมด"
"หวังว่าจะคุ้มนะ"
เสียงแหลมเล็กของหญิงร่างอวบบ่นกระซิบกระซาบกับใครอีกคนที่ประตูหลังขณะรับถุงผ้าเล็กๆใส่ใต้เสื้อคลุมสีชมพูตุ่นของตน
ฮันบินชะงักฝีเท้า ความอ่อนเพลียเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง อะไรบางอย่างทำให้ความรู้อยากเห็นในตัวเขาทวีมากขึ้นเมื่อเห็นเงาดำหลังกรอบประตู เด็กชายพยายามเพ่งมองว่าใครคือคนที่คุณนายมินคยองกำลังพูดคุยอย่างลับๆล่อๆเช่นนี้
ทว่าอยู่ๆบทสนทนาก็เงียบลงบุคคลปริศนาหายลับไปในเงามืดมีเพียงดวงตาดุร้ายสีน้ำตาลแดงของหญิงเจ้าของบ้านที่จับจ้องมายังเขา มันหรี่ลงจนเห็นรอยย่นรอบๆชัดเหมือนแม่มดแก่ เธอย่างสามขุมเข้ามาราวกับพร้อมจะขย้ำฮันบินเสียตรงนั้น ฮันบินนึกภาพตัวเองถูกจับโยนใส่ห้องเก็บไม้กวาดได้เป็นฉากๆในไม่กี่วินาที
เวลานี้คุณนายมินคยองดูตัวใหญ่ยิ่งกว่าเดิมสามเท่าในสายตาเด็กน้อย หล่อนอ้าปากคล้ายจะพูดอะไรออกมา แต่แล้ววินาทีต่อมาก็กลับเงียบไป ร่างอวบอ้วนของเธอแทรกตัวผ่านฮันบินไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น นับว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่สุดที่เขาเคยเห็นจากคุณนายมินคยอง
ฮันบินตั้งใจจะปรึกษาสิ่งที่เห็นนี่กับสหายทั้งสอง เขาคิดเรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าระหว่างตักซุปมันฝรั่งเย็นชืดเข้าปากด้วยท่าทีที่แทบจะเรียกว่าไร้จิตวิญญาณ อา...คริสต์มาสเหมือนจะจบลงแล้วสำหรับเด็กๆที่บ้านหลังนี้ คนอื่นๆกำลังยุ่งอยู่กับซุปของตัวเองที่โต๊ะอาหารในโถงรวม แน่นอนว่าสำหรับฮันบินนั้นได้รับสิทธิ์เหนือคนอื่น
ที่นั่งพิเศษของเขาคือข้างอ่างล้างจานประตูหลัง มีลูกแพะสีดำสนิทนอนหมอบหลบหิมะอยู่ด้านข้างไม่ไกล
"วันสุดท้ายแล้วที่แกจะได้มานั่งดูฉันล้างจานแบบนี้อาเม"
แฮซลบอกว่ามันกำลังจะถูกขายในวันรุ่งขึ้น นั่นทำให้ฮันบินอดเศร้าไม่ได้เมื่อคิดว่าเขาจะต้องเริ่มล้างจานคนเดียวนับแต่พรุ่งนี้ไป
ลูกแพะอ้วนไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรกับเรื่องที่จะเกิดขึ้น มันแค่มองหน้าเด็กชายเงียบๆเหมือนกับที่เคยทำ ฮันบินได้แต่หัวเราะกับตัวเองและอดไม่ได้ที่จะใช้ภาชนะในมือเคาะหัวลูกสัตว์ไปทีหนึ่ง
มันร้อง'แมะ'เรียกเสียงหัวเราะจากคนแกล้งได้สำเร็จ ฮันบินทำหน้าที่ของตัวเองต่ออย่างไม่ยี่หระเท่าไรนัก หากมัวโอ้เอ้นานกว่านี้น้ำในอ่างคงจะจับตัวแข็งเสียก่อนเขาจะล้างจานเสร็จ
"แมะ~"
"อย่าบ่นน่าอาแม"
"แมะ~"
เจ้าแพะดำก็ยังคงร้องอยู่อย่างนั้น มันร้องเสียงดังขึ้นและดังขึ้นผิดวิสัยจนกระทั่งเขารู้สึกรำคาญ เมื่อหันไปดูจึงพบว่ามันไม่ได้ร้องเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขาเหมือนเช่นเคย
ลูกแพะยืนขึ้นสี่ขาตัวแข็งทื่อ ดวงตาสีส้มเหมือนลูกแก้วจ้องมองตรงไปยังถนนหลังรั้วบ้านไม่ละสายตา เด็กชายมองตามสายตาสัตว์ตัวน้อย
ปกติแล้วที่ตรงนั้นไม่มีอะไรนอกจากทางเดินเล็กๆที่ไม่ค่อยมีใครใช้งานนัก ตัวทางเดินออกไปยังแม่น้ำด้านหลังจนกระทั่งถึงสวนสาธารณะเก่าแก่ท้ายเมือง ห่างจากขอบรั้วไม่กี่ฟุตมีเพียงโคมไฟถนนเพียงต้นเดี่ยวที่ให้แสงสว่างในระยะหลายร้อยเมตร ตัวเสาที่สีหลุดลอกออกตามสภาพการใช้งานถูกประดับประดาไปด้วยเศษกระดาษสกปรกและข้อความต่างๆจากนักเขียนริมทางไปจนถึงป้ายโฆษณา
มันตั้งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางความสายลมหนาวที่ส่งเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงผิวปากของอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้นเองเมื่อเจ้าแพะเงียบเสียงลง
ใต้เงามือสลัวด้านหลังเสาไฟต้นนั้น ใครบางคนกำลังยืนมองมายังที่ที่ฮันบินยืนอยู่เช่นกัน
ใครบางคน..ที่ซ่อนตัวตนจากแสงสว่างของหลอดไฟยืนตรงเผชิญหน้ากับเขา ไม่ไหวติง แต่ยิ่งมองนานเท่าไหร่ฮันบินยิ่งมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดเช่นเดียวกับที่มันใจว่าเขา 'ถูกเห็นเข้าแล้ว'
คนคนนั้นไม่ส่งเสียงใดๆ ไม่แม้แต่จะขยับเพียงเล็กน้อย น่าแปลกที่ความเงียบนั้นเองที่ทำให้ขาของเด็กชายอ่อนปวกเปียกจนแทบล้มลงกับพื้น
"ทำอะไรของแกอยู่เจ้าเด็กเหลือขอ คิดว่าฉันให้แกมารอซานตาคลอสหรือไงกัน"
เสียงพร่าแหลมของคุณนายมินคยองที่ดังขึ้นทำให้เด็กชายสะดุ้งจนแทบหงายหลัง ใบหน้าอวบอูมแดงก่ำของเธอคล้ายพร้อมจะระเบิดทุกวินาทีหากฮันบินไม่ทำในสิ่งที่เธอต้องการ เด็กชายจัดการเก็บข้าวของทุกอย่างเข้าที่ให้เร็วที่สุดที่จะทำได้ภายใต้จับตามองของผู้ดูแลสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เขาพยายามจดจ่อกับกองถ้วยชามตรงหน้าเพื่อไม่ให้นึกถึงสิ่งที่ตนเองเพิ่งเห็นนอกรั้วอีกฝั่ง แต่ความอยากรู้อยากเห็นที่มีมากกว่ากลับทำให้ต้องเหลือบตากลับไปมองยังเสาต้นเดิม
หายไปแล้ว
ว่างเปล่า ราวกับไม่เคยมีใครยืนอยู่ก่อนหน้านั้น เช่นเดียวกันกับเจ้าแพะอาแมเจ้าปัญหา มันนอนหมอบลงครางเบาๆอย่างสบายใจข้างเจ้านายของมันเหมือนกับว่ามีแค่ฮันบินที่กำลังจะสติแตกไปเอง
~O~UNDER THE MOONLIGHT~O~
เสียงดนตรีจากถนนใหญ่ยังคงดังขึ้นเป็นระยะในขณะที่ฮันบินซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางของตัวเอง มันแทบไม่ช่วยอะไรเลยในคืนที่อุณหภูมิอากาศติดลบแบบนี้ แผนการนอนเอาแรงของเขาพังไม่เป็นท่าจากเรื่องทั้งหมดที่เจอเมื่อช่วงกลางวัน หนำซ้ำตอนนี้ใจของฮันบินเต้นไม่เป็นส่ำด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ออกไปเที่ยวงานคริสต์มาสในเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เขาไม่รู้ว่าดงฮยอกกับแฮซลวางแผนจะออกไปได้อย่างไร ที่ดงฮยอกทำเพียงแค่เขียนข้อความใส่เศษกระดาษบอกให้เขารอสัญญาณระหว่างที่ทุกคนหลับหมดแล้ว
"แกร๊ก"
ไม่นานเวลาที่ฮันบินรอคอยก็มาถึง เขาอดกลั้นหายใจไม่ได้ตอนที่เสียงลูกบิดประตูขึ้นสนิมถูกสะเดาะออกจากล็อค บานประตูเปิดแง้มอย่างเชื่องช้าและแผ่วเบาจนฮันบินอดชื่นชมในความสามารถของเพื่อนทั้งสองไม่ได้ แต่แล้วแสงจากช่องใต้เพดานส่องกระทบยังสามร่างที่ก้าวผ่านพ้นกรอบประตูห้องครัวกลับทำให้ดวงตาของเด็กชายเบิกค้าง
ไม่มีดงฮยอกหรือแฮซล ไม่ใช่แม้แต่คุณนายมินคยองหรือเด็กคนอื่นๆในบ้าน ตรงหน้าของเขาคือชายร่างสูงใหญ่สามคนในชุดคลุมที่ปกปิดจนถึงใบหน้า
ก่อนจะทันได้คิดอะไร เด็กชายพุ่งตัวไปยังประตูทางออกอย่างรวดเร็วเพื่อหนีจากคนทั้งสาม ชายคนหนึ่งกระชากคอเสื้อเขาไว้ได้ทันและดึงจนมันฉีกขาด ฮันบินตะโกนร้องสุดเสียง คว้าหม้อใบที่ใกล้มือที่สุดทุบลงบนหัวของใครสักคนอย่างไม่มีทิศทาง หนึ่งในนั้นร้องเสียงโอดโอยก่อนจะเปลี่ยนเป็นการคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว มือและขาของฮันบินถูกมัดรวบไว้ได้ เขาจึงใช้แรงทั้งหมดไปกับการตะโกนเรียกหวังให้ใครสักคนได้ยิน
เปล่าประโยชน์ การขอความช่วยเหลือของเด็กน้อยไม่สามารถไปถึงคนอื่นๆได้เลยจากห้องครัวชั้นใต้ดินนี้ ชายทั้งสามคนหัวเราะออกมาดังลั่นเมื่อเขาได้ยินฮันบินเรียกชื่อมินคยองออกมา
"น่าสงสารมัน โดนขายแล้วยังเรียกหาเจ้าของเก่าอยู่เลย"
คนหนึ่งพูดขึ้นขณะใช้เศษผ้าปิดปากเด็กชายไว้ ฮันบินดิ้นอีกครั้งเพื่อให้พ้นเงื้อมมือหยาบกระด้างที่รัดกุมเขาไว้จนร่างของเขาตกลงกระแทกกับพื้น เหมือนว่าการกระทำนั้นจะทำให้ความอดทนของชายแปลกหน้าหมดลง มีดสั้นเล่มหนึ่งถูกชักขึ้นมาจ่อไว้ใต้ใบหูของฮันบิน เขาหอบหายใจถี่ หยุดความพยายามในที่สุดเมื่อปลายแหลมคมของโลหะกดลงบนเนื้อช้าๆ ของเหลวสีชาดไหลซึมออกจากรอยบาดบนผิวขาว
ฮันบินไม่อาจห้ามร่างกายตัวเองไม่ให้สั่นได้ยามที่ความหวาดกลัวเกาะกุมเข้าทุกขณะจิต ได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมต้องเป็นแค่เขาที่ต้องเจอกับเรื่องเฮงซวยพรรค์นี้ ทำไมต้องเป็นเขาที่พ่อแม่ต้องตาย
ทั้งๆที่พยายามแล้ว
คิม ฮันบินพยายามแล้วที่จะมีความสุข
แต่ทุกครั้งกลับกลายเป็นเขาคนเดียวที่โดนผลักไล่ไสส่งให้พ้นจากแสงสว่างของดวงอาทิตย์ในขณะที่คนอื่นๆกำลังหัวเราะมีความสุขใต้ความอบอุ่นนั้น
ชายคนหนึ่งจับตัวฮันบินพาดไว้บนบ่า พวกเขาออกมายังประตูหลังของบ้านโดยที่มีอีกสองคนที่ฮันบินไม่เคยเห็นมาก่อนดูต้นทางไว้
ดูเหมือนว่าหิมะจะตกหนักขึ้นกว่าตอนเย็นหลายเท่า อากาศในลมหายใจเฮือกสุดท้ายของคริสต์มาสปีนี้หนาวจัดจนบาดไปถึงกระดูกจนแม้แต่ชายแปลกหน้าเหล่านี้เองก็ยังแสดงอาการทุกลักทุเล
"แมะ~"
เจ้าอาแมมองหน้าฮันบินขณะที่ถูกจับส่งข้ามรั้วออกไป ตอนนั้นเองที่ฮันบินสัมผัสได้ว่าผ้าที่มัดข้อเท้าของเขาถูกปลายแหลมรั้วเหล็กเกี่ยวเข้า มันไม่ขาด แต่นั่นก็ทำให้เกิดประกายความหวังเล็กๆขึ้นในใจของเด็กชาย โชคดีที่เศษผ้าที่ปิดปากเขาไว้ไม่ได้แน่นหนาอะไรมาก ฮันบินค่อยๆดุนและคายออกช้าๆไม่ให้ใครรู้ตัว
เขาก้มหัวตัวเองไว้ รอเวลาจนกว่าโอกาสจะมาถึง
"เร็วเข้าพวกโง่ เราต้องไปถึงที่นั่นก่อนหมดเวลาสำหรับคืนนี้"
"จะได้สักเท่าไหร่เชียว ไอ้เด็กนี่มันตาบอดแถมยังผอมกะหร่องเป็นกระดูก ใครจะเอาไปทำอะไรได้นอกจากอาหารหมู" ชายที่แบกฮันบินไว้ใช้มือแห้งสากของตนจับสำรวจร่างของเด็กชายพลางหัวเราะร่วน
"เอาน่า หน้าตามันก็พอจะเป็นของขวัญคริสต์มาสได้อยู่ ถึงจะราคาถูกไปหน่อยก็เถอะ"
ชายร่างเล็กอีกคนหนึ่งที่เดินตามมาจับหน้าของฮันบินเชิดขึ้น ก่อนจะทันได้รู้ตัวว่าเหยื่อของตนกำลังหลุดออกจากพันธนาการได้ ฟันของเด็กชายก็ฝังลงบนมือนั้นอย่างแรง
"อ๊าก!! มันกัดมือฉัน!"
ฮันบินอาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกนั้นดิ้นอย่างสุดแรง เขาร่วงลงกระแทกบนพื้นหิมะจนจุก เชือกที่ข้อเท้ายังคงไม่ทันขาดจากกันแต่ฮันบินมีเวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่จะหนีจากที่ตรงนั้นให้ได้ เด็กชายคลานนี้ออกมาให้ไกลที่สุดโดยใช้สองมือพยุ่งช่วย มือของใครสักคนตะครุบขาของเขาไว้ได้ทัน ฮันบินถีบขาอย่างแรงใส่อะไรก็ตามที่ยึดมันไว้ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เสียงโหวกเหวกดังขึ้นห่างจากเขาไปไปถึงเมตร คนที่ตั้งสติได้ก่อนกำลังจะถึงตัวเขาอีกไม่กี่ก้าว ทันทีที่หลุดเป็นอิสระจากเชือก ร่างเล็กของเด็กชายวิ่งตรงอย่างไปข้างหน้าด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เบื้องหน้าของเขาคือทางเดินขนาดเล็กทอดยาวไปในความมืด แสงสีส้มของไฟถนนส่องสว่างเป็นบางช่วงแทบไม่ช่วยอะไรในทัศนวิสัยที่ย่ำแย่เช่นนี้
"ช่วยด้วย"
ตะโกนจนแสบคอให้กับความว่างเปล่านับครั้งไม่ถ้วน แต่ยิ่งวิ่งไกลเท่าไหร่ความหวังของเขาก็ยิ่งน้อยลงไปเท่านั้น สองข้างทางเดินนี้ไม่มีอะไรนอกจากป่ารกทึบและอาคารตึกแถวที่ถูกปล่อยร้าง เหนือหลังคาที่เรียงกันเป็นแถวทึบสิ่งที่สองสว่างวิบวับคือประกายกลากสีของพลุดอกไม้ไฟจากในตัวเมือง
"ใครก็ได้ช่วยด้วย"
น่าแปลกที่เสียงเพลงงานรื่นเริงดังเป็นระยะผ่านกระแสลมให้ได้ยิน หากแต่เสียงร้องขอความช่วยเหลือของเด็กชายนั้น กลับไร้ซึ่งมนุษย์หน้าไหนใยดี
"อั่ก!"
ใบหน้าของเขาแนบลงกับพื้นหิมะเย็นเฉียบ ความรู้สึกเจ็บแปลบจากข้อเท้าข้างซ้ายแล่นขึ้นมาจนถึงต้นขา เด็กชายแทบไม่มีแรงเหลือจะไปต่อ เขาทำได้แค่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นและล้มลงอีกครั้งในไม่กี่ก้าวถัดมา
ฮันบินได้ยินเสียงของสายน้ำดังขึ้นไม่ไกลจากด้านหน้า กลิ่นความเย็นของธาราที่เริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งเสียดแทงไปทั้งอกยามที่หายใจ ฮันบินรู้ทันทีว่าเวลาของเขากำลังจะหมดลงในไม่ช้า
สะพานไม้ขนาดเล็กทอดตัวผ่านแม่น้ำสีดำเบื่องล่างสู่สวนสาธารณะเก่าแก่ที่ปิดทำการไปหลายปีแล้วก่อนที่ฮันบินจะเกิด เสียงหัวเราะเยาะจากกลุ่มชายแปลกหน้าที่ตามมากระชั้นเข้าใกล้อย่างใจเย็น พวกมันไม่ได้วิ่งแล้วด้วยซ้ำในตอนนี้
"ช่วยผมด้วย"
หยาดน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้มนั้นเย็นเฉียบ ฝ่ามือและเท้าที่ผิวเนื้อปริแตกพาร่างเจ้าของขยับไปจากที่ได้แค่เพียงกลางสะก็ทรุดฮวบลงกับพื้นไม้ผุพัง
"แม่..พ่อ..ช่วยฮันบินด้วย"
"......"
"พระเจ้า..ได้โปรด ช่วยผมสักครั้ง"
เด็กน้อยทั้งร้องไห้อ้อนวอนอย่างสิ้นหวัง อดสมเพชตัวเองไม่ได้ที่ทำกระทั่งร้องขอความเมตตาจากพระเจ้าที่ตนเองแสนเกลียด
พ่อแม่ของเขาไม่มีวันกลับมา
ไม่มีใครช่วยเขาได้ทั้งนั้น แม้แต่พระเจ้า
ชายทั้งห้ามาถึงตัวเขาในที่สุด ทั้งหมดตัวล้อมเขาจากทุกทาง บ้างหัวเราะ บ้างถ่มน้ำลายใส่
"ขอร้อง...ใครก็ได้..."
"..."
สุดท้ายก็ไม่มีโอกาสสำหรับเขาจริงๆ
สุดท้ายท้ายก็ไม่มีที่สำหรับเขาบนโลกนี้
"อะไรก็ได้..ช่วยผมด้วย"
"...พรของเจ้าจงสัมฤธิ์ผล..."
เสี้ยววินาทีนั้นเองที่เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น
เสียงเพลงคริสต์มาสก็เงียบลง
สายลมได้หยุดพัด
น้ำในแม่น้ำหยุดไหล
ละอองหิมะลอยเคว้งในอากาศ
ไม่มีสิ่งใดขยับเขยื้อนแม้กระทั่งชายทั้งห้าที่รอบตัวของเด็กชาย เพียงหนึ่งเดียวที่เคลื่อนไหวคือร่างของบางสิ่งที่ยืนค้ำเหนือร่างของฮันบิน
ไร้ซึ่งแขนขาหรือใบหน้า ราวกับเปลวไฟสีดำที่ก่อร่างตนเองขึ้นคล้ายกับรูปร่างของมนุษย์หากแต่ปราศจากซึ่งความร้อนใดๆ มันคู้ตัวลงต่อหน้าเด็กชาย หัวเราะในลำคอด้วยเสียงกระพือของของเปลวไฟยามลุกโชน
"บอกมาสิเด็กดี เจ้าต้องการอะไร"
ฮันบินตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง ไม่อาจเชื่อได้กับสิ่งที่ตนเห็น ทว่าเมื่อหลับตาและลืมตาดูอีกครั้งภาพตรงหน้าก็ยังคงปรากฎชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลง
เขาสูดลมหายใจลึก
พูดในสิ่งที่ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่มีวันเสียใจภายหลัง
"ฆ่าพวกมันทั้งหมด"
สิ้นคำสั่งนั้น หิมะเกล็ดแรกร่วงลงสู้พื้น ดนตรีกลางเมืองบรรเลงต่อไป สายน้ำหลากไหลอีกครั้ง
Jingle bell, jingle bell
Jingle bell rock
Jingle bell swing
And jingle bells ring
Snowin’ and blowin
Up bushels of fun
Now the jingle
hop has begun
ในตอนนั้นเอง ร่างของชายทั้งห้าคนก็พลันลุกโชติช่วงไปด้วยเปลวไฟสีดำทั่วทั้งร่าง เสียงกรีดร้องโหยหวนดังคลอไปกับเสียงของพลุและเพลง Jingle Bell Rock นั้นเข้ากันได้อย่างน่าเหลือเชื่อในความคิดของฮันบิน
What a bright time
It's a right time
To rock the night away
Jingle bell, time
Is a swell time
หนึ่ง..สอง..สาม..สี่ และห้า
ไม่มีสิ่งใดเหลือนอกจากกองเถ้าถ่าน และร่างของเปลวไฟสีดำที่ยังคงอยู่
"มาเถอะเด็กดี ถึงเวลาของเราแล้ว"
"แต่..ขาผม..ผมลุกไม่.."
"ขาเล็กๆของเธอนั้นหายดีตั้งแต่เมื่อครู่นี้แล้วฮันบิน"
คิ้วเรียวแน่น ฮันบินที่กลั้นใจลองลุกขึ้นพร้อมรับความเจ็บปวดที่กำลังเกิดขึ้นต้องแปลกใจยิ่งกว่าเดิมเมื่อพบว่าข้อเท้าของเขาหายดีเสียยิ่งกว่าดีด้วยซ้ำ
"คุณเป็นใคร"
"...."
"ผมหมายถึง ให้เรียกคุณว่าอะไร"
เปลวไฟสีดำหัวเราะเสียงดังกังวานก้องจนคล้ายกับเสียงคำราม มันหมุนวนรอบตัวเองเป็นเกลียวและขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะหดตัวลงเรื่อยๆ ฮันบินเดินเข้าใกล้กับสิ่งนั้น สะเก็ดไฟสีเงินแตกดังเปรี๊ยๆราวกับมันกำลังเผาไหม้อะไรบางอย่าง ยิ่งไฟนั้นมอดลง ก็ยิ่งเห็นเป็นรูปร่างของมนุษย์ชัดเจนขึ้น
"ก็เรียกเหมือนเดิมกับที่เคยเรียกนั่นไงล่ะ"
บุรุษร่างสูงคนหนึ่งปรากฎตัวขึ้น ณ จุดเดิมที่เคยมีเปลวไฟสีดำอยู่ มือข้างหนึ่งผายออกมายังฮันบิน เส้นผมสีดำสนิทถูกเก็บอย่างเรียบร้อยตัดกับผิวกายขาวซีด ริมฝีปากของเขาคลี่ยิ้มบางขณะที่ดวงตาเรียวแทบปิดสนิทอย่างใจดีทว่าจอมปลอม
เด็กชายเอื้อมมือของตนออกไป ใช้นิ้วเล็กๆเกาะกุมฝ่ามือขาวซีดนั้นไว้ คิม ฮันบินกลืนน้ำลายเหนียวหนือของตนลงคอด้วยความยากลำบาก ริมฝีปากแห้งผากขยับเปล่งเสียงเรียกในชื่อที่วนเวียนอยู่ในหัวมาตลอดเวลาหลายปี
"จีวอน"
~O~UNDER THE MOONLIGHT~O~
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น