วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2558

OS : Love in Black

Title : Love in Black
Paring : #DoubleB
Rating : PG-15
Note : #บาบิผีบ้า









 เสียงระฆังตีบอกเวลาเที่ยงคืนดังกังวานขึ้นจากโบสถ์ไม่ไกล  แว่วผ่านสายลมเย็นยามค่ำคืนปลายฤดูใบไม้ร่วงก่อนที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งเมืองพีแชมจะตกอยู่ใต้ความเงียบอีกครั้ง
ใบสีน้ำตาลแดงของต้นเบิร์ชยามนี้ปลิดปลิวออกจากต้นจนเกือบหมดปกคลุมพื้นถนนราวกับพรมผืนหนาส่งเสียงดังกรอบแกรบเป็นระยะภายใต้รองเท้าคู่เล็ก  ฝีเท้าโซซัดโซเซอย่างไม่รู้ทิศทางของเด็กน้อยวัยย่างหกขวบเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ชายเสื้อโค้ทสีแดงสะดุดตาไหวตามแรงลมที่โผมพัด  ริมฝีปากอิ่มสีสดเม้มเข้าหากันด้วยความเป็นกังวล จมูกโด่งรั้นพ่นลมหายใจหนักหน่วงเป็นไอสีขาวในขณะที่ดวงตากลมใสพยามสอดส่องผ่านความมืดเพื่อมองหาผู้เป็นแม่ที่คลาดกันเมื่อเกือบสองชั่วโมงที่แล้วหลังจากเจ้าตัวออกมาเล่นข้างนอกกับเพื่อนในขณะที่ผู้ใหญ่คุยกันในห้องนั่งเล่น   


เด็กชายและครอบครัวเพิ่งย้ายมาอยู่เวอร์มอนท์ได้ไม่ถึงอาทิตย์  แม่ของเขาเคยทำงานอยู่โรงพิมพ์แห่งหนึ่งในวอชิงตันดีซี ครอบครัวที่มีแค่แม่และน้าของเขามีความสุขดีชีวิตราบรื่นทุกอย่างเป็นไปได้สวย  แต่แล้วปลายปี1987 ทุกอย่างกลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ความมั่งคั่งของอเมริกาทรุดตัวลงมากกว่า1ล้านล้านเหรียญ ปัญหาทางเศรษฐกิจจึงทำให้ต้องเปลี่ยนที่ทำงานรวมถึงต้องหาที่อยู่อาศัยใหม่ ด้วยปัจจัยและตัวเลือกที่มีไม่มาก งานที่หาได้ในเวอร์มอนท์จึงเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวนักสำหรับครอบครัวเล็กๆ พีแชมเป็นเมืองที่เงียบสงบและไม่วุ่นวาย บ้านเรือนที่นี่บางตาเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆที่ห่างจากเมืองหลวงไม่มากนัก ผู้คนไม่พลุกพล่าน โดยเฉพาะหมู่บ้านที่เด็กชายย้ายมา เป็นหมู่บ้านเก่าตั้งแต่สมัยอาณานิคมซ้ำยังเป็นเขตชานเมือง หลังอาทิตย์ตกดินจึงแทบไม่มีผู้คนผ่านไปผ่านมาให้เห็น  


โดยเฉพาะในเวลากลางคืนเช่นนี้ ไม่ว่าด้วยโชคร้ายนำพาหรือชะตาลิขิต  คืนนี้เด็กชายออกมาเล่นไกลเกินไป กอปรกับสถานที่ไม่คุ้นเคย  สองขาป้อมหยุดนิ่งลงเมื่อตระหนักขึ้นได้ถึงความเงียบงันไร้ซึ่งผู้คนสัญจรผ่านมาตลอดระยะทางเดิน 



‘เด็กดื้อไม่ยอมนอน ระวังเถอะ บูกี้แมนจะมาหา’

อยู่ๆเสียงของพี่ชายข้างบ้านที่เล่าเรื่องสยองขวัญให้ฟังตั้งแต่วันที่ย้ายเข้ามาก็ดังขึ้นในหัว  เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ดึกแค่ไหนแล้ว แต่ทั้งเปลือกตาและร่างกายของเขาอ่อนล้าเต็มทีจากการนั่งๆเดินๆนับชั่วโมง สิ่งเดียวที่ยังทำให้มีสติคือความหวาดหวั่นต่อความมืดรอบตัวที่เพิ่มมากขึ้นทุกทีที่ก้าวไปข้างหน้า  


เงียบเกินไป  

แม้แต่เสียงนกหรือกิ่งไม้กระทบกันก็ยังไม่ได้ยิน 
ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่มีแม้สักคนที่พอจะเป็นที่พึ่งพิงได้

พลันก้อนสะอื้นแล่นมาจุกอยู่ที่คอของเด็กน้อย




เขาลงทางเสียแล้ว











กา....   กา....    กา.....   


เด็กชายตกใจจนเซไปหลายก้าว เสียงร้องของสัตว์ปีกสำดำสนิทตัวใหญ่นี้ก็เป็นเสียงเดียวที่ยังดังอยู่ในอาณาบริเวณ  ปีกสีดำขลับมันวาวของมันสะท้อนแสงไฟสลัวริมฟุตบาทยามเคลื่อนตัวไปมาบนราวระเบียงโบสถ์ไม้ร้างเก่าๆที่อยู่ห่างออกไปจากเด็กชายเพียงฝั่งตรงข้ามของถนน ดวงตาสีเดียวกับลำตัวจับจ้องมายังมนุษย์ตัวน้อยไม่วางตา ระหว่างทั้งสองมีเพียงพื้นคอนกรีตกับม้านั่งไม้ตัวยาวเก่าๆที่ตั้งอยู่หน้าโบสถ์เพียงตัวเดียวที่กั้นเอาไว้  เด็กชายพยายามไม่สนใจสิ่งที่เห็น 

แต่ดูเหมือนว่านอกจากเขาแล้ว ก็มีเพียงเจ้านกสีดำตัวโตนี่เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่เป็นสิ่งมีชีวิตในบริเวณอันใกล้นี้


สายลมพัดผ่านมาอีกครั้ง     เสียงไม้กระดานที่ผุพังลั่นเอี๊ยดอ๊าดมาจากโบสถ์ไม้ ภาพของสัตว์ร้ายในนิทานก่อนนอนต่างๆนาๆก็แล่นเข้าสู่ห้วงความคิดของเด็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่ เพียงแค่จินตนาการถึงสิ่งเหล่านั้น หยาดน้ำใสก็พลันไหลออกจากดวงตาคู่กลมเอาเสียง่ายๆ

แขนเสื้อผ้าสักหลาดเนื้อดีถูกใช้ต่างผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาแล้วแช่เอาไว้อย่างนั้นก่อนที่เสียงสะอื้นไห้อู้อี้จะดังตามมา







“อย่าร้อง”




เด็กชายสะดุ้งเฮือกอย่างไม่ทันตั้งตัว มองไปยังทิศทางของต้นเสียงเก้าอี้ไม้ที่เคยว่างเปล่าบัดถูกแทนที่ด้วยร่างของชายชาวเอเชียผิวซีดในโค้ทขนสัตว์สีดำสนิท เสื้อด้านและกางเกงแสลกด้านในเป็นสีเดียวกันตั้งแต่หัวจรดเท้านั่งอย่างสบายอารมณ์ ดวงตาคมปรายขึ้นมองคู่สนทนาตัวน้อยในขณะปลายนิ้วชี้และกลางที่ซีดราวกับไร้สีเลือดคีบมวนซิก้าสีน้ำตาลแท่งใหญ่ที่ถูกจุดไว้แล้ว เล็บคมยาวสีดำมันเลื่อมของมืออีกข้างเคาะพนักเก้าอี้เป็นจังหวะ ริมฝีปากสีเดียวกับผิวเนื้อขยับปล่อยลมหายใจพร้อมกับควันสีขาวออกมาปะทะกับกระแสลมพัดมาทางที่ร่างเล็กยืนอยู่  กลิ่นของมันชวนเวียนหัวจนเด็กชายต้องนิ่วหน้าไอคอกแคกทั้งที่ยังไม่หายสะอื้น


“ทำไมทำหน้าแบบนั้น นี่Cohibaมวนสุดท้ายของฉันนะ”  

ชายแปลกหน้าทอดหายใจยาวเหยียดอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะโยนมวนยาสูบในมือทิ้งอย่างไม่ใยดีเท่าใดนัก  
เขาเคาะที่ว่างด้านข้างตนสองสามครั้งบอกให้เด็กชายที่ยืนร้องไห้อยู่ขึ้นมานั่งในระดับเดียวกัน  มันไม่ยากเลยหากเจ้าตัวเล็กจะทำตามเพียงเพราะเขาเป็นคนเดียวที่ดูจะพึ่งพาได้มากที่สุดในที่เปลี่ยวร้างผู้คนเช่นนี้  ในที่สุดเสียงสะอื้นก็เงียบลง เด็กชายสูดจมูกสองสามครั้งหลังจากหยุดร้องได้สักพัก 
มืออวบกระชับโค้ทของตัวเองเข้าหากันเพราะอุณหภูมิที่ลดลงยามดวงจันทร์ลอยขึ้นสูงเหนือขอบฟ้า  เหลือบมองชายแปลกหน้าที่นั่งข้างๆก็พบว่าอีกคนกำลังนั่งหลับตาเฉยๆ ไอสีขาวที่ผ่อนเข้าออกอย่างสม่ำเสมอทำให้เด็กน้อยอดแปลกใจไม่ได้



หลับไปแล้วหรอ




เพราะความเงียบที่คืบคลานเข้ามาอีกครั้ง เด็กน้อยกระถดตัวเข้าหาชายแปลกหน้าทีละนิด
มันไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก แต่อย่างน้อยเขาก็รู้สึกอุ่นใจกว่า




“พี่ชายอยู่แถวนี้หรอฮะ”



เสียงใสเรียกให้เปลือกตาที่ปิดสนิทลืมขึ้น ดวงตาเรียวหันมามองตนช้าๆ



กระนั้น กลับไร้ซึ่งคำตอบ 



สิ่งที่ทำมีเพียงแค่การนั่งอยู่ข้างๆเด็กชายต่อไป







“ผมหนาว”



เป็นอีกครั้งที่ความเงียบถูกทำลายลงโดยคนคนเดิม


“จับมือกันจะได้อุ่นนะ”



ไม่พูดเปล่าแต่ยิ่งเบียดตัวเข้าชิดมากกว่าเดิมพร้อมกระตุกแขนเสื้อผู้ใหญ่ข้างๆไม่หยุด  
คนฟังส่งเสียงหึในลำคอราวกับเพิ่งฟังเรื่องไร้สาระ แต่ฝ่ามือใหญ่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการที่ถูกมือเล็กดึงไปกอบกุมไว้แต่อย่างใด








“เย็นใช่ไหมล่ะ” 


“เย็นชืดเหมือนคนตายเลยใช่ไหมล่ะ”


ริมฝีปากสีซีดคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์จนมองเห็นฟันแหลมคมขณะมองใบหน้าที่เริ่มถอดสีของคนข้างๆอย่างขบขัน  



“เคยได้ยินรึไม่ เด็กน้อย  เรื่องของปิศาจที่คนที่นี่พูดถึงกัน”

ความผิดปกติที่เริ่มสัมผัสได้น้ำเสียงเย็นเยียบทำให้เด็กชายช้อนสายตาสบคนตรงหน้าอย่างหวาดหวั่น หน้าเริ่มถอดสีเมื่อฟังคำของชายหนุ่ม




“ไม่มีใครเคยเห็นรูปร่างที่แท้จริง เป็นเงาสีดำที่ท่องไปในความมืด เปลี่ยนรูปเป็นสิ่งต่างๆเพื่อหลอกล่อเหยื่อที่น่าสงสารสักคน”


“เธอถามว่าฉันอยู่แถวนี้หรือเปล่า”



ราวกับทั้งตัวถูกแช่แข็ง ความตื่นกลัวครั้งก่อนหน้าถาโถมใส่ร่างเล็กอีกครั้ง 




“ฉัน......อยู่ในทุกๆที่”

ยิ่งแกล้งยิ่งได้ใจ รอยยิ้มมุมปากของชายหนุ่มดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆในขณะที่รอยยิ้มของคนตัวเล็กหายไปทีละนิด



“บางคนบอกว่าฉันไร้ตัวตน  บางคนเรียกปิศาจ  บางคนเรียกผีร้าย”



“และใช่.....บางคนเรียกบูกี้แมน”







“อย่าร้องเชียว”  


ดวงตาเรียวเบิกกว้าง ร้องดักอย่างโง่เง่าเมื่อเห็นคนตัวเล็กเริ่มเบะปากอีกรอบ ดวงตากลมรื้นน้ำตาอีกครั้ง 

ดูเหมือนเจ้าปิศาจจะไม่เข้าใจการเย้าแหย่ของพวกมนุษย์เท่าไหร่นักเมื่อผลของการหยอกล้อของตนมากกว่าที่ตั้งใจไว้





....แหมะ....



น้ำตาหยดแรกหยดลงบนหลังมือเย็นเฉียบของคนออกคำสั่ง ตามด้วยหยอดที่สองสามและสี่ตามมา คำสั่งดิมถูกเอ่ยขึ้นอีกครั้งสองครั้ง หน้ากลมๆของเด็กชายก้มจนคางชิดอกพยักหน้าน้อยๆเหมือนโดนผู้ปกครองต่อว่าทั้งที่แก้มยุ้ยทั้งสองเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา






ยามสัมผัสเย็นเฉียบของฝ่ามือกร้านเกลี่ยหยาดน้ำบนผิวแก้มนิ่มออกแผ่วเบา 

ในคราแรก นั่นทำให้เด็กน้อยอดสั่นกลัวไม่ได้

หากแต่สิ่งที่ตรึงเด็กชายไว้กับที่คือแววตาที่คิดว่าเย็นชาในครั้งแรกที่พบกลับทอประกายบางสิ่งที่ต่างออกไป






“อย่ากลัวไปเลย ฉันไม่ทำร้ายเธอ”

ปิศาจส่งเสียงชู่วปลอบเด็กน้อย ล้มเลิกความพยามในการหยอกล้อแบบพวกมนุษย์ จากที่คิดจะจะคุยเป็นเพื่อนในตอนแรกตอนนี้กลับกลายเป็นว่าต้องมานั่งปลอบเสียแทน




“นี่เจ้าหนู   เห็นดาวบนนั้นไหม”

ดวงตาฉ่ำน้ำของเด็กน้อยปรือขึ้นมองตามนิ้วที่ชี้ขึ้นไปที่แสงเล็กๆนับล้านบนท้องฟ้า


“งดงามใช่หรือไม่”

เด็กชายพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนที่ตัวของเขาจะถูกยกลอยขึ้นนั่งทับบนตักแกร่ง



“แต่สำหรับฉันดวงตาของเธองดงามยิ่งกว่า จงอย่าให้น้ำตาพวกนี้มาบดบังความงดงามนั้นได้”



“อย่าร้องเลยนะ”



เจ้าปิศาจเอ่ยเสี่ยงแผ่วคล้ายจะอ้อนวอน เรียวนิ้วยาวยกขึ้นแล้วชงักไว้เมื่อเห็นเล็บคมของตน ใช้เพียงข้อนิ้วไล้ขึ้นจากกรอบหน้าเล็กไปจนถึงเปลือกตาที่เปียกชื้นเพราะการร้อง เด็กน้อยพยักหน้าอย่างว่าง่าย ค่อยๆเอนหลังลงซบบ่ากว้างหลับตาลงราวกับคำพูดที่ได้ยินเมื่อครู่คือบทเพลงขับกล่อมให้ฝันดี ลมหายใจผ่อนเข้าออกเนิบช้าอย่างผ่อนคลายราวกับโดนมนต์ 






“แล้วคุณบูกี้จะกินผมมั้ย”


ประโยคที่ออกมาจากเจ้าของริมฝีปากอิ่มที่คิดว่าหลับไปแล้วทำให้คนฟังแทบหลุดหัวเราะออกมา

ชายหนุ่มแกล้งแทำเสียงจิ๊ปากคล้ายขัดใจกับสิ่งที่ได้ยิน 





“ตัวเท่านี้ฉันคงกินไม่อิ่ม แล้วอีกอย่าง”



“เรียกบ๊อบบี้....ชื่อของฉันน่ะ”




เจ้าปิศาจแย้มยิ้ม 

นานหลายชั่วโมงที่เด็กขี้แยผลอยหลับไป สลับกับตื่นขึ้นมา
ทุกครั้งที่มีสติเสียงใสจะดังเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องราวต่างๆของคนให้เพื่อนใหม่ฟังไม่รู้เบื่อจนฟ้าใกล้สาง

ชายหนุ่มยกเด็กน้อยลงจากตัก ไม่นานสิ่งที่รอมาทั้งคืนก็มาถึง








“ฮันบิน! นั่นลูกหรอ?” 







ฟึ่บ!!



เสียงของอีกาตีปีกดังขึ้นอีกครั้งเหนือโบสถ์ 


ฮันบินรู้แล้วว่าบ๊อบบี้ไม่ได้นั่งอยู่ที่เดิมอีก


ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มให้เจ้าสัตว์ปีกสีดำตัวใหญ่ ขยับปากเอ่ยถ้อยคำแผ่วเบา



“แล้วเจอกันฮะ บ๊อบบี้”




“ฮันบิน! ฮันบินลูกแม่”


เสียงของหญิงสาวใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เธอวิ่งมาทางที่ลูกชายของเธอนั่งอยู่ด้วยขาที่แทบยืนไม่อยู่  
ใบหน้างดงามเปรอะเปื้อนด้วยเครืองสำอางค์และน้ำตา  มือที่สั่นเทารั้งตัวของลูกชายคนเดียวมากอดแนบอก
ปากพร่ำบอกโทษเด็กน้อยสลับกับโทษตัวเองซ้ำไปซ้ำมาราวกับเสียสติ 




แขนป้อมกอดตอบผู้เป็นแม่ กลายเป็นฝ่ายปลอบเธอเสียเองในขณะที่เสียงของมารดาคอยแต่พร่ำบอกว่ากลัวจะเสียลูกชายตัวน้อยไป







ในตอนนั้นเด็กน้อยไม่เข้าใจความหมาย




กระทั่งหลายปีต่อมา  





คิมฮันบิน ได้รู้ซึ้งถึงมันอย่างถ่องแท้


ความกลัวที่จะต้องแยกจากบุคคลอันเป็นที่รัก








..........Love   in   Black..........






ปัง! ปัง! ปัง! 

“ฮันบิน! ปิดวิทยุนั่นเดี๋ยวนี้ แม่บอกไม่ได้ยินรึไง ฮันบิน!”



ฮันบินไม่ได้ทำตามคำสั่ง กลับกัน นิ้วเรียวบิดเร่งโวลลุ่มวิทยุที่หัวเตียงให้ดังขึ้นอีกเท่าตัวโดยไม่สนใจเสียงทุบประตูจนแทบพังของคนเป็นแม่  คิมฮันบินวัยสิบหกปีฟุบหน้าลงกับหมอนใบเดิม ใบเดียวกับที่ซับน้ำตาของเขามาตลอดตั้งแต่5ชั่วโมงที่แล้ว หากไม่นับรวมถึงเมื่อวาน วันก่อน หรือ วันก่อนๆ  Just lose it ของ Eminem ดังพอที่จะกลบเสียงร้องไห้ของเด็กหนุ่มได้ตามที่เจ้าตัวต้องการ เขาฟังมันเกินสิบครั้งได้ในรอบสามสี่วันมานี้ตามประสาเพลงดังเพลงหนึ่งในรอบปี แต่ต่อให้เสียงของ Eminemจะผ่านหูอีกกี่รอบ เขาก็คงไม่สามารถจดจำเนื้อร้องนั้นได้เลยสักนิด



“เป็นบ้าไปแล้วหรอคิมฮันบิน คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะช่วยให้ลูกไม่ต้องไปจากที่ได้หรือไงกัน”

หญิงร่างผอมบางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือแววโมโหไม่น้อย แขนข้างหนึ่งหอบลังกระดาษอีกมือถือพวงกุญแจสำรองของบ้าน เธอเดินอ้อมไปปิดวิทยุตัวโปรดของลูกชายตัวดีที่ไม่แม้แต่หันมามองเธอสักนิด



“ทำไมถึงกลายเป็นเด็กแบบนี้ไปได้นะ”

ถอดถอนหายใจยาว เหนื่อยแสนเหนื่อยกับการเก็บของมาทั้งวันยังต้องมาเจอเรื่องปัวหัวที่ไม่เป็นเรื่อง
ฮันบินเป็นเด็กดีเป็นที่รักของทุกคนมาตลอดไม่ว่าจะในหรือนอกบ้าน  แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนหลังจากที่เธอบอกข่าวการย้ายบ้านอย่างกระทันหันให้กับลูกชายฟัง ไม่ว่าจะใช้เหตุผลหรือพูดด้วยดีขนาดไหน ฮันบินก็เอาแต่ร้องไห้ปฏิเสธท่าเดียว  เข้าใจว่าช่วงอายุวัยนี้อาจมีติดเพื่อนติดสังคมที่คุ้นเคยบ้าง แต่นี่มันก็ออกจะเกินไปหน่อยสำหรับเด็กน้อยว่างง่ายที่เธอรู้จักมาตลอดสิบหกปี



“ผมไม่อยากไป”


เสียงอู้อี้ดังลอดออกมาจากหมอนใบโตอย่างเหนื่อยอ่อนจนคนเป็นแม่อดถอนหายใจไม่ได้


“ตอบแม่ซิว่าทำไม.....ความจริง” 

ประโยคหลังถูกย้ำอย่างจริงจังถึงเหตุผล ก่อนที่คำตอบของลูกชายคนเดียวเกือบจะทำให้เธอต้องกรีดร้องด้วยความโมโห

“บ๊อบบ...”


“หยุดพูดชื่อนี้สักทีคิมฮันบิน!”

เจ้าของชื่อสะดุ้งวาบ พนันได้เลยว่าเสียงของเธอต้องดังไปถึงสวนของบ้านหลังที่สี่ถัดจากบ้านของพวกเขาแน่
เธอโมโหจนแทบจะรู้สึกว่ามีควันร้อนๆออกมาจากหู  แทบไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อ10ปีก่อน   หลังจากการหายตัวไปของเด็กชายทำให้เธอแทบเสียสติ  แต่หลังจากที่พบตัวเด็กน้อยในวันนั้น ทุกอย่างกลับดูเหมือนจะแย่ยิ่งกว่าเดิม  ลูกชายตัวน้อยเอาแต่พูดถึงเรื่องภูติผีปิศาจด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พยามร้องขอเธอเพื่อที่จะเลี้ยงอีกาตัวใหญ่ไว้ในห้องนอน วิ่งตามสุนัขป่าสีดำตัวใหญ่เข้าไปในป่าอยู่นานหลายชั่วโมง ครั้งแรกที่เธอได้ยินชื่อนั้นคือตอนที่เธอสังเกตุได้ว่าฮันบินชอบพูดคนเดียวอยู่บ่อยๆในห้อง 


“ไหน คนเก่งของแม่เล่นอะไรอยู่ครับ เหงารึเปล่า ให้แม่เล่นด้วยคนได้ไหมเอ่ย”

“แม่ไปทำกับข้าวเถอะฮะ ฮันบินอยู่กับบ๊อบบี้สองคนได้” 


นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินชื่อนั้น  ครั้งที่สองคือตอนที่เธอบอกกับฮันบินว่าเธอและน้องสาวจะกลับดึกและจะให้พี่เลี้ยงมาอยู่เป็นเพื่อน แต่เด็กน้อยกลับบอกว่า


“ไม่เป็นไรฮะ ฮันบินอยู่กับบ๊อบบี้ได้ บ๊อบบี้มาอยู่กับฮันบินทุกคืนเลย”



 ในทีแรกเธอคิดว่าลูกชายคงแค่ตั้งชื่อตุ๊กตาสักตัวหนึ่งในบ้าน แต่เธอคิดผิด หลังจากที่ฮันบินโตจนเลิกเล่นตุ๊กตาแล้ว เด็กหนุ่มไม่ได้พูดชื่อนั้นอีก ชีวิตส่วนใหญ่ของฮันบินเป็นปกติดี ว่านอนสอนง่าย เป็นเด็กน่ารัก แต่กลับชอบทำตัวแปลกๆเช่นการออกไปเดินคนเดียวตอนกลางดึก  เพื่อนบ้านหลายคนมาบอกเธอบ่อยๆว่ามักเห็นลูกชายของเธอเดินท่อมๆอยู่คนเดียว บางครั้งก็ออกไปนอนเล่นคนเดียวแถวโบสถ์ร้างที่เคยหายตัวไป  ครั้งหนึ่งเธอถามลูกชายด้วยความเป็นห่วง 


“บ๊อบบี้ไม่ให้ใครมาทำอะไรผมหรอกครับแม่”

คือสิ่งที่หลุดออกมาจากปากของฮันบิน 

ดูเหมือนฮันบินเองก็ตกใจไม่ต่างจากเธอ ทั้งสองเงียบกันไปพักหนึ่งก่อนที่จะเริ่มเปิดฉากทะเลาะกันเป็นเรื่องราวใหญ่โต ฮันบินไม่ยอมปริปากถึงเรื่องที่เธอถามถึงอีกเป็นครั้งที่สอง คนเป็นแม่อย่างเธอจึงคิดได้เพียงว่าลูกชายอาจติดสิ่งเสพติดตามพวกเสเพลข้างนอก สุดท้ายจึงลงเอยที่แผนกจิตเวชอย่างไม่น่าดูเท่าใดนัก  เมื่อตรวจอย่างละเอียด แพทย์ของเด็กหนุ่มก็ตอบเพียงว่าลูกชายของเธอนั้น อาจได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจจนสร้างภาพหลอนขึ้นมา อย่างไรก็ตามอาการของฮันบินไม่ได้ร้ายแรงอะไรนักขอเพียงได้รับการบำบัดอย่างสม่ำเสมอ พบแพทย์ตามเวลานัดไม่นานก็จะหาย
ทุกอย่างดูจะดีขึ้นตามที่หวัง กระทั่งเมื่อไม่กี่วินาทีมานี้





“หยุดพูดชื่อนี้สักทีคิมฮันบิน!”

“ผู้ชายคนนั้น....”

น้ำเสียงของเธอสั่นเครือจากแรงอารมณ์ สูดหายใจอีกครั้งก่อนจะพูดต่อ

“บ๊อบบี้ที่ลูกพูดถึง ไม่ มี ตัวตน” 

แต่ละคำจงใจเน้นชัดให้คนฟังรับความจริง  ภาพของลูกชายที่เธอเฝ้ารักเฝ้าถนอมยกมือปิดหูทั้งสองใบหน้าฝังลงจนจมหมอนนอนตัวสั่นระริกจากการร้องไห้ทำให้เธอปวดใจไม่น้อย
ในฐานะคนเป็นแม่แต่เพื่ออนาคตของลูกแล้ว ต่อให้ต้องจับตัวฮันบินใส่กรงขังเธอก็ยอม




“ไม่ว่าลูกจะยอมหรือไม่  พรุ่งนี้เช้า ลูกจะต้องไปจากที่นี่ และเข้ารับการรักษาอย่างจริงจังสักที”








ประตูห้องนอนปิดลงอีกครั้ง  ท้องฟ้าด้านนอกมืดแล้ว แต่ฮันบินไม่มีแรงจะลุกขึ้นไปเปิดไฟ ร่างโปร่งบางของเด็กหนุ่มยังคงอยู่ที่เดิม ไม่ได้ร้องฟูมไฟเหมือนก่อนหน้าแต่ก็ไม่สามารถห้ามให้น้ำตาหยุดไหลลงมาได้



“ทำยังไง....ผม..ผมต้องทำยังไง”

เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า เรี่ยวแรงของเขาแทบไม่เหลือแล้ว ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้คือการนอนขดอยู่บนเตียงของตัวเอง รับสัมผัสจากฝ่ามือเย็นเฉียบจากคนที่นั่งอยู่ริมเตียง เฝ้าลูบหัวเขาอย่างปลอบประโลมมาตลอดเช่นทุกคืนที่ผ่านมาตั้งแต่เล็ก


“เธอไม่ต้องทำอะไร เด็กน้อย  ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น”

ชายหนุ่มในชุดโค้ทขนสัตว์สีดตัวเดิมเอ่ยตอบ ร่างสูงไม่ได้มีท่าทีเสียใจหรือยินดียินร้ายใดๆทั้งสิ้นตอนคนตัวบางนี้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังตั้งแต่เมื่อสี่วันก่อนจนกระทั่งปัจจุบัน เขายังคงทำตัวเป็นปกติ ปกติเหมือนกับวันแรกที่เจอกัน ปกติเสียจนฮันบินอดน้อยใจไม่ได้




“ไปกับผม ไม่ได้จริงๆหรือ” 

ฮันบินถามคำถามเดิมรอบที่ร้อย



และชายหนุ่มส่ายหน้าหน้าช้าๆแทนคำตอบครั้งที่ร้อยเช่นกัน





เขาไม่สามารถไปจากที่แห่งนี้ได้   


แต่คิมฮันบินไม่เข้าใจ


“ใจร้าย  บ๊อบบี้...ฮึก...ใจร้าย  ไหนว่าจะอยู่ข้างๆกันไง ไหน...ฮีก ไหนว่าจะไม่ให้ใครมาแกล้งผมได้ไง”
“ผมไป..ไกลนะ ถ้ามีคนแกล้ง จะทำยังไง ขี้เกียจดูแลผม..ล..แล้วใช่มั้ย เบื่อแล้วใช่มั้ย ฮึก..ไอ้ผีบ้าเอ้ย”

คำต่อว่าตัดพ้อที่กระท่อนกระแท่นดังจากปากคนตัวเล็กไม่ยอมหยุด คิมฮันบินกำลังงอแงเหมือนเด็กๆ ปล่อยโฮขึ้นมาอีกครั้งสะอื้นจนหอบ


“แม่จะพาผมไปหาหมอ พวกเขาจะทำให้ผมลืมเรื่องทั้งหมด เราอาจจะ..อาจจะ ไม่ได้เจอกันอีก..ฮึก..ไม่เข้าใจหรอ ”

ฮันบินเพิ่งรับรู้เดี๋ยวนี้เองว่าการร้องไห้ปานจะขาดใจเป็นอย่างไร  เขาไม่รู้สักนิดว่าควรจะรับมือกับเรื่องนี้ยังไง ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องร้องจะเป็นจะตายขนาดนี้
รู้เพียงแค่คิดว่าหลังจากพ้นคืนนี้จะต้องใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีบ๊อบบี้อีกต่อไปเขาก็แทบทนไม่ได้


บ๊อบบี้เป็นทุกอย่างในโลกของของคิมฮันบิน ทั้งครู เพื่อนสนิท พี่ชาย พ่อ เป็นทุกอย่างที่คิมฮันบินอยากให้เป็น   ตั้งแต่พบกัน ไม่มีวันไหนที่ชีวิตของฮันบินไม่มีบ๊อบบี้ ทั้งสองไม่เคยให้คำนิยามของความสัมพันธ์นั้น 

แต่ความจริงที่ว่าบ๊อบบี้ไม่ใช่มนุษย์ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน  ครั้งหนึ่งอาจใช่ แต่นั่นก็ผ่านมานานเหลือเกิน   เดิมทีเหล่าปิศาจผู้หยาบช้าใช้ชีวิตอย่างหิวโหยอยู่บนระหว่างกึ่งกลางของโลกคนเป็นและตาย หากแต่ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ชีวิตที่มีรับรู้เพียงการกระทำชั่วร้าย โทสะและคำสาปแช่งของผู้อื่น ไม่อาจรับรู้ถึงสิ่งจรรโลงใจใดได้ๆ  

จนกระทั่งวันที่ได้เห็นเด็กมนุษย์ตัวน้อยเดินหลงท่ามกลางความมืด  บ๊อบบี้รู้ได้ทันทีว่านี่คือของขวัญจากเบื้องบนที่ปิศาจตนไหนก็ไม่อาจโชคดีได้เท่านี้อีกแล้ว ครั้งแรกที่เขาได้รู้จักกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะโดยไม่คิดอยากจะทำลาย รับรู้ถึงการมีสิ่งสำคัญและการได้เป็นคนสำคัญเป็นเช่นไร แว่บหนึ่งเขาคิดว่าตนอาจเริ่มมีความรู้สึก เจ็บปวดหรืออาจรัก เฉกเช่นมนุษย์  

แต่วิญญาณที่ถูกสาปเช่นเขาไม่อาจฝืนกฎเกณฑ์ของตน
แม้แต่ฮันบินเองก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่ว่าสุดท้ายแล้วเขาเองเป็นแค่ปิศาจที่ต่ำทรามได้  



“ชู่ว  หยุดร้องซะ เด็กเอ๋ย ฉันเข้าใจทุกอย่าง”

เจ้าปิศาจพูดขึ้นพลางประคองศรีษะคนเด็กหนุ่มขึ้นมาไว้บนตัก เชยดวงหน้าให้สบตากับตน มองลึกลงไปในไข่มุกดำเม็ดงามทั้งสอง ไล่มองตั้งแต่ริมฝีปากจนถึงดวงตาที่หวงแหนนักหนา ดวงตากลมสวยที่เคยทอส่องแสงสุกสกาวไม่ต่างจากดาวบนฟ้างดงามจนเขาไม่อาจละสายตาในครั้งแรกพบ  เวลานี้กลับบวมช้ำ ถูกบดบังด้วยแววเศร้าหมองและม่านน้ำตาฉ่ำแดงอ่อนล้าเสียจนน่าใจหาย  เรียวนิ้วกร้านซีดเผือดที่ใครเห็นต่างก็ว่าน่าเกลียดน่ากลัว สั่นเทายามแตะเกลี่ยหยาดน้ำออกจากเปลือกตาที่บวมช้ำ ระมัดระวังอย่างดีไม่ให้คมเล็บของตนบาดผิวเนื้อนิ่ม สัมผัสแผ่วเบาราวกับกลัวคนตรงหน้าจะบุบสลาย



ไม่


ไม่ไให้ไป


ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาเอานายไป


อยู่กับฉัน...ได้โปรด




“อย่าห่วงเลย เราจะได้เจอกันอีก”


โกหก เจ้าปิศาจโป้ปดเด็กน้อยบนตักด้วยรอยยิ้มซึ่งประดับที่ริมฝีปาก หากแต่ส่วนของวิญญาณร้ายในอกกลับกรีดร้องคำรามแทบคลั่ง 
ไม่อาจล่วงรู้อนาคตได้อย่างที่เอ่ยวาจาออกไป แต่เด็กน้อยของเขากำลังร้องไห้ และการรั้งตัวร่างบางเอาไว้ต้องเกิดจากการยินยอมที่หมายถึงการแลกด้วยทั้งชีวิต  คิมฮันบินควรได้ใช้ชีวิตกับโลกภายนอกอย่างเด็กทั่วไป เด็กหนุ่มควรมีโอกาสได้เลือกชีวิตของตัวเองในวันใดวันหนึ่งที่รู้จักโลกนี้มาพอ

ฮันบินรู้สึกเหมือนตัวเองย้อนกลับไปเมื่อ6ปีที่แล้วอีกครั้ง ยามถูกกล่อมให้หยุดร้องด้วยคำพูดของชายแปลกหน้าที่ไม่รู้จักความหวาดกลัวต่อสิ่งต่างๆเหมือนกับถูกปลดทิ้ง  
มันยังได้ผลเสมอสำหรับเขา เด็กหนุ่มรู้สึกเปลือกตาทั้งสองหนักอึ้ง สติสัมปชัญญะเริ่มหลุดลอย  พยามมองภาพเบื้องหน้าอีกครั้ง จดจำทุกรายละเอียดทุสัมผัสให้เนิ่นนานที่สุด 




กลัวว่าหลังจากลืมตาตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น  ทุกอย่างจะไม่ต่างอะไรจากภาพลวงตาที่ไม่เคยมีอยู่จริง



.
.
.
.
.
.
.






“อะไรนะ จะไปอีกแล้วหรอ”


“อื้ม”


คิมฮันบินตอบกลับคู่สนทนาสั้นๆในขณะที่สองมือยังสาละวนอยู่กับการเก็บข้าวของบนโต๊ะทำงาน

ไม่นานความเงียบจนผิดสังเกตจึงเรียกให้ดวงหน้าหวานต้องเงยหน้าขึ้นมองคนรัก สายตาออดอ้อนเหมือนลูกหมาที่มองมาทำให้มือบางต้องละจากสิ่งที่กำลังทำอยู่เอื้อมขึ้นลูบกลุ่มผมสีเข้มของคนตัวสูงกว่าด้วยสีหน้าล้อเลียน


“แก่ขนาดนี้แล้วทำคิดว่าน่ารักหรอ  ไม่เอาหน่าพี่มินโฮ ผมไปแค่อาทิตย์เดียวเอง”

“ครั้งนี้ไปไหน ไกลไหม ไปกับใคร ไปกี่วัน”


เสียงทุ้มเอ่ยเปิดฉากยิงคำถามใส่เป็นชุดจนคนถูกถามอดยิ้มกับท่าทีกระเง้ากระงอดเป็นเด็กๆของอีกฝ่ายไม่ได้ จริงอยู่ที่ว่าฮันบินเพิ่งกลับมาจากการเดินทางครั้งล่าสุดได้ไม่ถึงอาทิตย์ การที่แทบไม่มีเวลาให้กันจึงเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดใจไม่น้อยสำหรับคนรัก  แต่อาชีพคอลั่มนิสต์การท่องเที่ยวอย่างเขาไม่สามารถถ่ายทอดตัวหนังสือได้จากมโนภาพขณะนั่งจิบกาแฟอยู่บ้านอย่างเดียว นี่คือสิ่งที่เขาต้องการให้มินโฮยอมรับให้ได้


“อยากตามไปด้วยจัง”

ชายหนุ่มร่างสูงเอ่ยขึ้น จับมือของคนตัวเล็กที่เล่นผมของตนอยู่ขึ้นมาจรดริมฝีปากแผ่วเบาอย่างออดอ้อน


“อาทิตย์เดียวเองน่า อย่างอแงสิ..นะครับ”

ซงมินโฮไม่อยากให้เป็นแบบนั้น แต่สุดท้าย ดวงตากลมใสของฮันบินก็เป็นฝ่ายทำให้เขาต้องพ่ายแพ้ทุกครั้งไป








“ไม่ลืมอะไรนะ”


“ครับ”


“อากาศหนาวดูแลตัวเองด้วย”


“ครับ”


“ก่อนนอนเปิดไฟเอาไว้ด้วยนะ”


คำสั่งสุดท้ายไม่ได้รับการตอบรับเช่นทุกครั้ง หากแต่เป็นอ้อมกอดของคนตัวเล็กที่เดินเข้ามาหาเขาอย่างไม่มีปีมีขลุ่ย


“เป็นอะไรหืม.. ถ้านอนไม่หลับก็โทรมา กินยาให้ตรงเวลาด้วยเข้าใจไหม”


มินโฮกระซิบบอกคนในอ้อมกอด นึกโทษตัวเองเสมอที่เห็นร่างบางสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาโดยที่ตนไม่สามารถช่วยอะไรได้
ฮันบินต้องกินยาระงับประสาททุกๆวันตามแพทย์สั่งเนื่องจากอาการมองเห็นภาพหลอนตั้งแต่ห้าขวบตั้งแต่อยู่ที่เวอร์มอนท์ 
ประกอบกับที่แพทย์บอกว่าฮันบินคงเจอเรื่องกระทบจิตใจในวันที่หายตัวไปจากบ้านหลายชั่วโมง พวกเขาย้ายมาอยู่ด้วยกันหลังจากที่แม่ของฮันบินเสียมินโฮจึงพบว่าคนรักของเขามักมีอาการหวาดผวาในตอนกลางคืน กลัวความมืดและมักนอนไม่หลับ เคยถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเจ้าตัวก็บอกว่าจำไม่ได้ไม่เคยปริปากถึงแม้สักครั้ง ยิ่งเขารู้ว่าฮันบินต้องกลับไปที่เวอร์มอนท์อีกก็ยิ่งเป็นห่วง แต่คนหัวดื้อกลับยืนยันที่จะไปโดยให้เหตุผลว่าอยากรำลึกความทรงจำวัยเด็กที่หายไปบ้าง




“ขอบคุณที่ดูแลผมอย่างดีนะครับ”



สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านทั้งสอง 


ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มประทับลงบนริมริมฝีปากของคนตัวสูงแผ่วเบา นุ่มนวล สัมผัสถึงลมหายใจอุ่นๆของอีกฝ่ายที่เป่ารดกันและกัน ไม่มีการรุกล้ำใดๆนอกเหนือจากนั้น ทว่ากลับเนิ่นนานและเต็มไปด้วยความรู้สึก


“ขอบคุณที่รักผมมาตลอดนะครับพี่มินโฮ”




คิมฮันบินพูดและยิ้มให้กับมินโฮครั้งสุดท้ายก่อนจากไป 

ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกแปร่งปร่าและช่องว่างในใจของคนที่ยืนอยู่โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาจากสาเหตุใด






                                                       .........Love   in   Black..........






เสียงขอบหน้าต่างไม้กระทบกันเสียงดังจากการกระแทกของเจ้าของห้อง  ลงกลอนและปิดม่านเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา ความเงียบปกคลุมห้องพักล็กๆของฮันบินอีกครั้ง แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี แต่พีแชมที่เข้าโตมาเมื่อสิบสองปีที่แล้วนั้นแทบไม่ต่างอะไรจากพีแชมในตอนนี้เอาซะเลย แน่นอนที่ความเจริญได้นำพาผู้คนและถนนคอนกรีตลาดยางผ่านเข้ามาบ้าง แต่ฮันบินจำได้ สีของท้องฟ้าหรือกระทั่งสีของใบไม้ยังคงเป็นเดิม สีเดียวกับวันที่เขาได้จากเมืองแห่งนี้ไป  นัยตาสีนิลทอดมองไปยังอาคารไม้เก่าๆที่ลอดผ่านช่องผ้าม่านสีทึบอย่างครุ่นคิด โบสถ์ร้างขนาดกลางที่หลังคาโผล่พ้นยอดไม้หนาอยู่ห่างจากเพนชั่นเล็กๆที่เขาพักอยู่ไปไม่น้อยแต่ก็ยังสามารถมองเห็นได้แม้ไม่ชัดเจนในยามอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าเช่นตอนนี้  แม่เคยบอกเขาว่าตอนเด็กๆเคยเกิดเรื่องไม่ดีกับเขาที่โบสถ์นั่นจนเป็นผลกระทบมาถึงทุกวันนี้ แต่สิ่งที่ฮันบินนึกได้จากความทรงจำก่อนจะย้ายจากไปไม่ต่างอะไรจากม้วนฟิล์มเก่าๆที่ชำรุดเสียจนใช้การไม่ได้ ภาพที่ปรากฎขึ้นบางส่วนชัดเจน บางส่วยขาดหายไม่ประติดประต่อ



ภาพของตัวเขาในทุกๆที่ของเมืองพีแชม




กับเพื่อนสักคนที่เขาจำไม่ได้แม้กระทั่งใบหน้า







ก๊อก ก๊อก ก๊อก




เสียงเคาะดังขึ้นไม่นานประตูไม้โอ๊คขาวก็เปิดออกเมื่อได้รับอนุญาต 


“ไม่แต่งตัวหรือครับ คืนนี้ในหมู่บ้านมีปาร์ตี้วันฮาโลวัน คุณไม่น่าพลาดน่าครับ”

 ชายวัยกลางคนเจ้าของเพนชั่นเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาเป็นชายร่างค่อนข้างท้วมและไม่สูงมาก ผมสีดอกเลาอยู่ภายใต้หมวกทรงสูงแบบพวกพ่อมดแม่มดเตรียมพร้อมสำหรับภาระกิจที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงในมือมีถาดอาหารค่ำของลูกค้าเจ้าของห้องเอาไว้ ฮันบินเพียงแค่กล่าวปฏิเสธอย่างสุภาพสำหรับคำชวนไปงานเลี้ยงของหมู่บ้านและรับถาดพลาสติกมาเท่านั้น





“เอ่อ คุณคิมครับ...”



ชายเจ้าของห้องหันกลับมา  

บอกฮันบินว่าคืนนี้ทุกคนที่เพนชั่นอาจไม่มีใครกลับพร้อมกับให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อไว้หากเกิดปัญหา เอ่ยคำราตรีสวัสเดิ์ป็นครั้งสุดท้ายและออกจากห้องไป







‘อย่าห่วงเลย...เราจะได้เจอได้เจอกันอีก’






‘เราจะได้เจอกันอีก’






‘เราจะได้เจอกันอีก’





!!!!





คิมฮันบินสะดุ้งตื่นท่ามกลางความมืด หายใจเหนื่อยหอบและใบหน้าชุ่มไปด้วยเหงื่อ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องผ้าม่านส่องให้เห็นแซนด์วิชเนยถั่วที่ถูกกัดไปไม่กี่คำกับโกโก้ที่พร่องไปไม่ถึงครึ่งแก้วยังคงวางไว้บนโต๊ะข้างๆกองเอกสารงานที่ค้างไว้ก่อนที่จะเผลอหลับไป

มือขาวชื้นเหงื่อลูบใบหน้าตัวเองเรียกสติ



ฝันอีกแล้ว



เหมือนกับวันก่อน เหมือนกับทุกครั้งที่เผลอหลับตาตั้งแต่มาถึงเวอร์มอนท์


ไม่ใช่ภาพในวัยเด็กเหมือนเมื่อก่อนแต่เป็นความมืดที่เขาแสนหวาดกลัว

และเสียงคุ้นหูของผู้ชายคนเดิมที่เขาไม่เคยเห็นหน้า




ร่างโปรงบางลูกขึ้นจากโต๊ะทำงาน มองหาซองยาจิตเวชที่ระงับอาการผิดปกติของตน สวิทไฟบนโต๊ะถูกกดสองสามครั้งแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะใช้งานได้ฮันบินจึงลุกขึ้นไปกดสวิทไฟกลางห้อง โชคไม่ดีเท่าไหร่ที่สิ่งที่เขาคาดเดาไว้ก่อนหน้าเกิดเป็นจริงโดยมีแสงไฟบนถนนมืดสนิทเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างชัดเจน 
ดูเหมือนว่าไฟฟ้าในบริเวณนี้ไม่สามารถใช้การได้ทั้งหมด    เพนชั่นเล็กๆที่ฮันบินพักอยู่ไม่ได้ใหญ่โตหรือหรูหราอะไรมากมายจึงไม่น่าแปลกใจนักหากจะไม่มีเครื่องปั่นไฟสำรอง


คิมฮันบินสูดหายใจเข้าเต็มปอดแผ่นหลังบางแนบกับผนังห้อง อาศัยสองมือปัดป่ายคลำทิศทางและแสงน้อยนิดจากหน้าต่างเดินไปที่เตียงของตน ฮันบินทรุดตัวลงกับฟูกหนา ถดตัวจนชิดหนักหัวเตียง
พยามมองหาเครื่องมือสื่อสารเครื่องจิ๋วเพื่อติดต่อหาคนรักเหมือนที่เคยทำแต่ก็เปล่าประโยชน์ในเมื่อตอนนี้เขาไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นจากเตียง

ลมด้านนอกพัดแรงจนขอบไม้หน้าต่างกระทบกันกึกกัก เพียงแค่นั้นก็มากพอที่จะทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะได้ยิน



กลัว

คือสิ่งเดียวที่ฮันบินนึกออก 



แววตาฉ่ำน้ำสะท้อนภาพหน้าต่างที่ถูกผ้าม่านผืนบางปิดไว้ครึ่งหนึ่ง  แสงจันทร์สาดส่องกระทบกับเงาร่างอีกหนึ่งบุรุษยืนสงบนิ่งตรงปลายเตียง
ใจดวงน้อยกระตุกวูบเหมือนตกจากที่สูง ซบใบหน้าลงกับเข่าทั้งสอง ปิดเปลือกตาสนิทแน่นหวังให้อาการเห็นภาพหลอนของตนหายไปหลังจากลืมตาขึ้นมอง

เสียงฝีเท้าหนักๆกระทบพื้นปาเก้ดังเป็นระยะ

เชื่องช้า   


แต่ก็ใกล้เข้ามาทุกที 





ทุกฝีก้าวที่ได้ยินยิ่งทำให้ไหล่บางไหวสั่นอย่างห้ามไม่อยู่ แม้จะยกมือทั้งสองขึ้นปิดปากแน่นก็ยังไม่สามารถกลั้นเสียงสะอื้นของตนได้ 
เขาหายใจไม่ออก อึดอัด ฮันบินรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะกลายเป็นบ้าไปในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง



ได้โปรดหยุดสักที  หยุดเป็นแบบนีสักที

ร่างบางได้แต่อ้อนวอนกับตัวเอง 



กึก    กึก    กึก

เสียงก้าวสุดท้ายดังขึ้นข้างๆเขาห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งฟุต




ทุกอย่างสงบนิ่ง  





ไร้ซึ่งเสียงหรือสัญญาณใดๆหน้าต่างหยุดสั่นไหวเหมือนก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น 






ท่ามกลางความเงียบงัน   


ฝ่ามือหนาแตะศรีษะคนบนเตียงแผ่วเบา ไล้ลูบเรือนผมนุ่มอย่างเนิบช้า 
ทรุดตัวลงนั่งบนที่ว่างข้างๆ ปากหยักแนบลงบนกระหม่อมสวยของคนที่เอาแต่ร้องไห้ กดน้ำหนักลงมากขึ้นกว่าเดิมยามแรงสะอื้นของคนตัวเล็กดูจะเพิ่มมากขึ้นยิ่งกว่าเก่า




เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบแผ่วข้างหู


“กลับมาแล้วนะ”




ราวกับกำแพงหนาทั้งหมดในใจพังครืนลงมาในคราวเดียว คิมฮันบินโผเข้าซุกอกของคนตัวสูงแล้วปล่อยโฮอย่างไม่คิดจะห้ามอีกต่อไป 



“บ๊อบบี้..บ๊อบบี้”



เสียงหวานสั่นเครือจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์ เอ่ยย้ำชื่อของคนที่แสนคิดถึงซ้ำไปซ้ำมาจนเหนื่อยด้วยความหวาดกลัว

ใช่...เขากลัว


กลัวว่าจะลืมชื่อนี้  


กลัวว่าจะเสียความทรงจำที่มีค่าที่สุดของตนไปอีกครั้งหนึ่ง





“ชู่ว.. เด็กดี ทำไมเด็กดีของฉันถึงขี้แยนักนะ”



บ๊อบบี้ปลอบเด็กน้อยในอ้อมกอด เฝ้าลูบหวลูบหลังอยู่ไม่ขาด ยกตัวร่างผอมบางขึ้นนั่งซ้อนบนตักของตนเหมือนที่เคยทำตอนเด็กๆ ตระกองกอดร่างที่สั่นเป็นลูกนกไว้ใอย่างหวงแหนให้ชดเชยกับเวลาที่ขาดไป




“เป็นบ้า ฮึก   เป็นผีบ้าหรอ”


“เพราะบ๊อบบี้นั่นแหละ เพราะบ๊อบบี้ ฮีก ผมถึงเป็แบบนี้  ผมแทบเป็นบ้า ผมกลัวความมืดเวลาที่ไม่มีบ๊อบบี้อยู่”


“กลัวเวลาที่คิดถึงบ๊อบบี้แล้วทุกๆคนบอกว่ามันเป็นแค่ความฝัน กลัวที่คิดว่าบ๊อบบี้ไม่เคยมีจริง  กลัวเวลาที่บ๊ฮบบี้กลายเป็นแค่ฝันทุกครั้งที่ลืมตาตื่น”




หน้าสวยงอง้ำเชิดขึ้น ระบายความอดอั้นทั้งหมดให้คนแก่กว่าฟังทั้งน้ำตา  ฮันบินในเวลานี้ร้องไห้หมดสภาพเหมือนเด็กวัยรุ่นหัดริรักไม่ต่างจากตอนอายุสิบหก

คนฟังยกยิ้มบาง เช็ดน้ำตาบนแก้มขาวนวลของเด็กที่เลี้ยงโตมากับมือ คิมฮันบินยังคงเหมือนเดิมเสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหน





“ยกโทษให้ฉันนะ”




“จะไม่ทำอีกแล้ว”





นัยตาสีนิลสอดประสานซึ่งกันและกันยามคำมั่นถูกเอื้อนเอ่ยจากปาก 

มือนุ่มแตะสัมผัสใบหน้าที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เล็ก ลูบผิวเย็นเฉียบอย่างพินิจ

กลิ่นหวานอบอวลของตองกาบีนกับคาร์ดามัมกับกลิ้นเถ้าของซิก้าที่บ๊อบบี้ชอบสูบทำให้เขาอดนึกขำตัวเองตอนเด็กๆไม่ได้ที่เมื่อก่อนเขาเกลียดมันนักหนา บ๊อบบี้ไม่เปลี่ยนไปเลย ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบหรือกี่ร้อยฤดูหนาว ทุกตารางนิ้วตั้งแต่หัวจรดเท้าของผู้ชายที่คิมฮันบินรู้จักคนนี้ยังคงเหมือนเดิมมาตลอด



มีแค่เขาที่เปลี่ยนไป 



จากเเด็กน้อยเป็นเด็กหนุ่ม จากเด็กหนุ่มเป็นผู้ใหญ่



บ๊อบบี้ยังรอเขาอยู่ที่เดิมเพียงลำพังโดยไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกหรือไม่



แต่ฮันบินเปล่า การเวลาทำให้เขาเติบโต  มีความรัก  และอาจลืมบ๊อบบี้ไปแล้วซ้ำ


แต่เขาจะไม่ยอมให้บ๊อบบี้ต้องรออีก


ไม่ยอมให้อะไรมาเปลี่ยนแปลงเขาไปอีกแล้ว






“อยู่กับผมนะ”


“อยู่กับฮันบินตลอดไปนะ”



มือน้อยเลื่อนขึ้นปลดโค้ทขนสัตวตัวหนาออกจากบ่ากว้าง ร่างสูงขมวดคิ้วกับการกระทำของคนบนตักแต่ฮันบินไม่สนใจ
ดวงหน้าขาวผ่องเลื่อนเข้าหาอีกฝ่ายช้าๆ ใกล้ขึ้นทุกจังหวะหายใจ  



“แต่เธอรู้อยู้แล้ว เด็กโง่ ร่างนี้ไม่ใช่ฉัน ”


ฮันบินปรือตาขึ้นมองรู้สึกได้ว่าเสียงแหบทุ้มที่เคยได้ยินคุ้นหูของบ๊อบบี้แปลกไป มันเหมือนเสียงหอบปนคำรามของสัตว์ป่ายามที่ระยะห่างใบหน้าของทั้งสองลดลงเรื่อยๆ 
แต่ตอนนี้เขาไม่สนอะไรอีกแล้ว



“งั้นก็ปล่อยมันออกมา”


สิ้นเสียงกระซิบของร่างบางก็ไม่ต่างอะไรกับกุญแจกรงขังถูกไขออกให้ราชสีห์ตะครุบเหยื่อ ร่าของเขาถูกผลักให้ล้มลงกับเตียงอย่างไม่ทันตั้งตัว นัยตาสีนิลที่คุ้นเคยก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงชาดอย่างไม่เคยเป็น รูม่านตาของมนุษย์หดเล็กเฉกเช่นสัตว์เลื้ยคลาน สัมผัสได้ถึงลมหายใจและอุณหภูมิร่างกายที่เคยเย็นเฉียบกลับสูงขึ้นจนแทบเห็นไอร้อนที่แผ่ออกมาจากเสื้อเชิตสีเดียวกับโค้ทที่ตกอยู่ไม่ไกล ผิวกายของร่างสูงร้อนจนคนที่อยู่ข้างๆอย่างฮันบินเองยังชื้นไปด้วยเหงื่อ   

ฝ่ามือหนากดไหล่บางลงกับที่นอนเนื้อหนานุ่ม นิ้วเรียวยาวเกลี่ยปอยผมที่ปรกลงมาระผิวหน้าใสเบาเพื่อสบดวงตาของตนใต้ร่างให้ชัดเจน


“กลัวหรือเปล่า”


ครั้งนี้ทุกคคำที่ออกจากปากร่างสูงกลายเป็นคำรามอย่าชัดเจนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมวินาทีนั้นเองที่ฮันบินตระหนักได้ว่าเขาเพิ่งได้ก่ออะไรไว้ หมอกไอสีดำแผ่ออกมาจากตัวของบ๊อบบี้มากขึ้นจนแทบมองอะไรไม่เห็น


“อ๊ะ”


ยังไม่ทันได้ตอบ ฟันแหลมคมเหมือนใบมีดที่งอกยาวออกจากริมฝีปากก็ฉีกกระชากชายเสื้อของฮันบินออกเป็นริ้ว เสดผ้าชิ้นหนึ่งถูกนำมาคาดทับดวงตาทั้งสองของฮันบิน
อดรู้สึกหวาดกลัวและตกใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ได้  


“ฉันจะไม่ยอมให้เด็กน้อยของฉันเห็นอะไรแบบนี้ ”



เสียงของเจ้าปิศาจพูดขึ้น



“ร่างจริงที่ถูกสาป”





“อัปลักษณ์”



หอบคำรามดังก้อง



“น่าเกลียด”


กางเกงผ้าเนื้อนิ่มถูกรูดออกจากเรียวขาขาว



“น่ากลัว”


ตามด้วยเสื้อที่กลายเป็นเศษผ้าไปอยู่แล้ว 




เรือนกายขาวนวลปรากฎแก่สายตาเจ้าปิศาจ  แสงจัทร์ที่ทอดกระทบลงมายิ่งทำให้ดูเหมือนว่าร่างของมนุย์น้อยตรงหน้าสามารถเปล่งแสงได้
แผ่นอกบางชื้นเหงื่อสะท้อนขึ้นลงถี่ด้วยลมหายใจหนักหน่วงยามไอร้อนจากลมหายใจของอีกฝ่ายเป่ารดลงบนต้นคอ ขบเม้มที่ใบหู ระขึ้นมาจนถึงสันจมูกและกลีบปาก  ลิ้นร้อนดูดดุดเบิกทาง กวาดต้อนความหอมหวานอย่างตะกละตะกลามจนร่างเล็กแทบหมดลม สั่นสะท้านตามทุกสัมผัสที่ได้รับ ฟันคมขบกัดริมฝีปากฉ่ำ ลิ้นสากลิ้มเลียของเหลวสีสดเหมือนกับของหวาดอย่างกระหาย ไล่ลงไปจนถึงปลายคางมน คอระหงแผ่นอกขาวจัด บิดเร่าพร้อมร้องเรียกชื่อคนด้านบนยามที่ยอดอกสีหวานถูกริมฝีปากร้อนครอบครอง  ผ่านหน้าท้องแบนราบ และต่ำลงเรื่อยๆ อาหารจารโอชะนี้ยิ่งได้ลิ้มรสมากเท่าไหร่เหมือนยิ่งทำให้อยากกระหายมากขึ้นเท่านั้น



ฮันบินกำลังทำให้เขาคลั่ง

แม้ไม่เคยเห็นสวรรค์ แต่ปิศาจเช่นบ๊อบบี้ก็อดคิดไม่ได้ว่าความงามของเหล่าเทพบนฟ้านั้นคงเทียบไม่ได้กับกายบางนี้เป็นแน่





“โอกาศสุดท้าย คิมฮันบิน”

กระซิบเสียงแหบพร่าทั้งที่ปลายจมูกยังคลอกเคลียบนต้นขานวล


“หากเลือกซงมินโฮ กลับไปยังที่ๆจากมาเธอจะมีชีวิตที่ดี  มีคนที่รัก มีครอบครัวที่อบอุ่นไปจนแเฒ่า”

ลมหายใจของฮันบินกระตุกวูบเมื่อได้ยินชื่อของใครอีกคน  มินโฮเป็นคนดี เป็นคนรักที่ดีมาตลอด ไม่มีความผิดไหนเลยที่ทำให้คนดีแบบนี้ต้องมาเจ็บช้ำน้ำใจกับเรื่องที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวด้วย



“แต่ถ้าไม่ เด็กดี”



ริมฝีปากร้อนแทบละลายลากไล้เหนือขอบชั้นในตัวสุดท้ายอย่างอ้อยอิ่ง 

“ฮึก”

เสียงหวานกระตุกเฮือก มือบางขยำผ้าปูที่นอนระบายความเสียวซ่านเมื่อแรงกดจูบถูกย้ำลงบนจุดไวสัมผัส 



“จะโลกมนุษย์   สวรรค์  หรือนรก” 


“จะไม่มีอะไรมาพรากเราจากกันได้อีก”



คนถูกถามพยามใช้สติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่ไตร่ตรองถึงผลลับ เขาคงเป็นคนเห็นแก่ตัวหากเป็นฝ่ายทิ้งมินโฮไป


ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ผิด



แต่หากเขาต้องเสียบ๊อบบี้ไปอีกครั้ง ฮันบินคิดว่าเขาคงกลายเป็นบ้าไปจริงๆ ความลุ่มหลงในตัวชายคนนี้มีมากจนเขาเเองไม่สามารถมองหาจุดยุติมันได้เช่นกัน





“ตลอดไปหรอ”


เสียงสั่นเครือเอ่ยถามถึงผลที่จะตามมาอีครั้ง


“ตลอดไป”


และเจ้าปิศาจก็ยืนยัน 


มือนิ่มยกขึ้นปัดป่ายสัมผัสไปตามใบหน้าของอสูรร้ายทั้งที่ตามองไม่เห็น  ระบายยิ้มหวานเมื่อฝ่ามือใหญ่หยาบกร้านคล้ายสัตว์เลื้อยคลานทาบประคองมือของตนไว้


บ๊อบบี้ยังคงเหมือนเดิม   


ไม่ว่าจะหน้าตาแบบไหนก็ยังเป็นบ๊อบบี้ของคิมฮันบินไม่เปลี่ยนแปลง





“ผมจะอยู่กับบ๊อบบี้”



สิ้นคำตอบ ปากหยักของปิศาจก็จุมพิตลงบนหลังมือบอบบางแผ่วเบา


เอ่ยคำมั่นด้วยรอยยิ้ม





“ตลอดกาล....ฉันสัญญา” 





“ฮันบินจะเป็นของฉันเพียงคนเดียว”









END












_________________________________________________________________________________



แทมแทแดแดมแท่มแทม  มันเป็นพลอตชั่ววูบรับฮัลโลวีนที่อยู่ๆอยากแต่งก็แต่งเพราะฉะนั้นก็เลยออกมาเป็นเช่นนี้แล  

ไม่รู้เป็นยัไงบ้างนะคะสำหรับแนวนี้ ก็หวังว่าทุกคนจะชอบกัน 

อีกเรื่องคือ บล็อกใหม่ ใหม่ ใหม่ ใหม่ นี้เราจะเอาไว้ลงชอทฟิคทั้งหลายแหล่ที่เคยแต่งและยังไม่ได้แต่งนะคะ ว่างๆจะมาลงให้สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่าน เราหายไปนานเลย ฟิคเก่าก็ไม่ได้อัพ TTTT

เสียใจแรง ไม่ได้จะทิ้งน้าาาา แต่ยังไม่พร้อมค่ะ พลอตน่ะมีแล้วแต่ช่วงนี้เราไม่ว่างเลยค่ะ และเราอยากใช้เวลากับฟิคยาวมากกกว่านี้ เลยยังทำใจอัพไม่ได้ ขอโทษด้วยสำหรับคนรอนะคะ(ไม่รู้จะมีไหมนะ)
วันนี้พอแค่นี้ละ แฮปปี้ฮัลโลวีนไนท์นะคะ

*ดิทแก้คำผิดค่ะ ใครเจอทักได้เลยน้า
*คอมเม้นท์เม้นท์ได้เลยนะค้าาาาา กดไม่ระบุชื่อแล้วพิมพ์ได้เลย







3 ความคิดเห็น:

  1. โอ้ ชอบมากเลยค่ะะะะ TT
    งานดีมากกกกกก ชอบๆๆ ชอบตั้งแต่ตอนเด็กที่บ๊องจะแกล้งแต่ก็กลายเป็นต้องโอ๋น้องแทน
    แถมคอยเลี้ยงน้องเขาตั้งแต่เล็กจนโตอีก เอ็นดูมากกก แงงงงงงงง
    ความโรแมนติกที่ปนกับหลอนนดๆ แต่ดีมากเลย ชอบตอนที่โกหกว่าจะเจอทั้งที่คิดว่าไม่ได้เจอกันแล้ว แต่สุดท้ายก็กลับมาเจอกันอีกด้วยค่ะ TvT เป็นเส้นทางที่น่ากลัว แต่น้องบอกว่าบ๊อบบี้ก็คือบ๊อบบี้อะเนอะ ฮันบินก็คงเลือกแล้วว่าอยู่ด้วยกันตลอดไปดีที่สุด
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ <3
    ปล ช่วยทักคำผิดนิดนึงค่า พยาม->พยายาม

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. แก้แล้ววววว ขอบคุณมากๆๆๆนะคะที่ชอบ ฮือ
      ปริ่มมากเลย ขอบคุณที่ชี้เป้าให้ด้วยนะคะ ^3

      ลบ
  2. งื่อออออออออ ชอบมากกกกค่ะ ปกติก็ไม่ค่อยได้อ่านแนวนี้ แต่เรื่องนี้อ่านๆไปแล้วงานดีมาก ชอบจริงๆ สัมผัสได้ถึงความผูกพันธ์ของบ๊อบบี้ผีบ้ากับฮันบินจริงๆ แล้วตอนที่ฮันบินกลับมาบ้านเก่า เจอบ๊อบบี้คิดว่าน้องร้องไห้เพราะกลัวจริงๆ ที่ไหนได้ยังจำบ๊อบบี้ได้อยู่ ตรงนี้น้ำตาจะแตก ชอบมาก ผูกพันธ์ตั้งแต่เล็กจนโตเลย อ่านแล้วแอบกลัวร่างจริงของบ๊อบ แต่ถ้าฮันบินชอบเราก็ชอบบบ งานดีมากจริงๆค่ะ

    ตอบลบ